9 วิธีหาคีย์เวิร์ด (ฟรี) มาทำ SEO ให้เว็บไซต์ติดหน้าแรก Google ใน 90 วัน

9 วิธีหา keywords

แชร์โพสต์นี้

Share on facebook
Share on linkedin
Share on twitter
Share on email

ในบทความนี้เราจะมาเรียนรู้ทุกสิ่งอย่างเกี่ยวกับ Keword เริ่มตั้งแต่การปูพื้นเรื่องความหมายความสำคัญ ไปจนถึงการใช้เครื่องไม้เครื่องมือ 7 วิธี/โปรแกรมหาคีย์เวิร์ดที่คุณใช้ได้เลยฟรีๆ เพื่อมาทำ SEO โดยมี จุดประสงค์ให้ติดหน้าแรก Google ในระยะเวลาอันสั้นนั่นก็คือภายใน 30-90 วัน 

บทความนี้ค่อนข้างยาว มีเนื้อหามากพอสมควร ถ้าจะให้ดีทำจิตใจให้ปลอดโปร่ง หาเครื่องดื่มที่ชอบมานั่งจิบไปอ่านไปจะให้ผลดี ไม่หงุดหงิด .. อ่านจบแล้วคุณสามารถนำความรูไปใช้ได้จริง การันตี!

สารบัญ

Keyword คืออะไร กันแน่?

ในมุมมองของผู้ใช้งาน Search Engine คีย์เวิร์ด คือคำที่คุณป้อนลงไปใน Google เพื่อค้นหาที่สิ่งต้องการ ส่วนเจ้าของธุรกิจที่ต้องการให้เว็บไซต์ของตนถูกแสดงก็ต้องทำสิ่งที่เรียกว่า Keyword Research ซึ่งก็คือกระบวนการเฟ้นหาไอเดีย Keywords ที่ผู้คนใช้ค้นหาใน Google เพื่อมาทำ SEO โดยมีจุดประสงค์ให้ติดอันดับตามที่ปรารถนา

ตัวอย่าง Keywords ติดหน้า 1 กูเกิ้ล 100+ คำ

ก่อนจะไปต่อดูวิธีการหาคีย์เวิร์ดขอแวะยกตัวอย่างลูกค้ารายนึง เพื่อให้เห็นภาพความสำคัญของการทำวิจัย Keyword ได้ชัดเจนยิ่งขึ้นครับ

ร้าน "อาจารย์หญิง บิวตี้"

  • ร้าน อ. หญิง (www.ajying.com) เป็นร้านเสริมสวยร้านเล็กๆ ในห้างใจกลางเมือง
  • ให้บริการด้านความงาม เช่น สักคิ้ว สักปาก ต่อขนตา เป็นต้น
ตัวอย่างลูกค้า - ร้าน อ. หญิง

ผมและทีมงานรับผิดชอบการทำการตลาดออนไลน์ครบวงจร รวม SEO ผลลัพธ์ที่ได้ออกมาน่าประทับใจระดับหนึ่งคือสามารถนำพาคนมาเข้าเว็บได้ประมาณ 187,133 คน

สถิติคนเข้าเว็บไซต์จาก Google Analytics

จากแสนแปดกว่าๆ นี้ ประมาณ 70% (136,345 คน) มาจากการทำ SEO เพียวๆ

สถิติ Organic Traffic จาก Google

ในหน้าเพจหน้า FAQs หน้าเดียวนั้น เราสามารถ…

ยกตัวอย่างหน้าเพจ FAQs

ผลักดันให้ Keyword หลายร้อยคำขึ้นติดหน้า 1 Google.co.th

ภาพด้านล่างแสดง ผู้คนที่เข้ามายังหน้า FAQs หน้านี้หน้าเดียว ประมาณ 26,552 คน จาก Google

Google Analytics - traffic มายัง faqs เพจ

ผมขอสรุปตรงนี้ก่อนจะไปต่อนิดนึงว่า การมี Keyword หลายร้อยหรืออาจถึงหลักพันคำติดหน้าแรก Google นั้นทำได้ แต่อย่าเข้าใจผิดนะครับว่าคุณจำเป็นต้องจับ Keywords ทั้งหมดทุกคำมายัดไว้ในเนื้อหาของหน้าเว็บนั้นๆ ทำแบบนั้นแทนที่จะได้กลับเสีย 

สำหรับวิธีการปรับแต่งเนื้อหาเว็บอย่างถูกต้องตามหลักคุณสามารถอ่านเพิ่มเติมกันได้ที่บทความนี้  

9 ไอเดียวิธีค้นหาคีย์เวิร์ด (ไม่ต้องเสียตังค์สักกะบาท)

หัวข้อนี้จะเป็นการรวบรวมวิธีหาไอเดีย keywords ที่เกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการของคุณมาทำ SEO

1. ระดมความคิด (Brain Strom)

วิธีแรกง่ายนิดเดียว เป็นการหากลุ่มคำตั้งต้นสัก 5-10 คำ ที่มีความเกี่ยวข้อง (Relevance) กับธุรกิจของคุณ เช่น ในกรณีของร้าน อ. หญิง นั้นจะให้บริการต่างๆ เกี่ยวกับการสักคิ้ว สักปาก เป็นต้น ของคุณก็ให้นั่งคิด นอนคิด และลิสต์ออกมาว่า คุณขายอะไรบ้าง, ให้บริการอะไรบ้าง เป็นต้น 

พอได้ออกมาแล้วก็ให้จำ หรือจดไว้ก็ได้ เดี้ยวเราจะกลับมาใช้คำเหล่านี้กันทีหลัง

2. Autocomplete ของ Google

Search Engine อย่าง Google มีเครื่องมือที่เรียกว่า Autocomplete ที่คุณสามารถใช้หา keyword ได้ง่ายๆ
สมมุติว่าคุณเปิดร้านสักคิ้ว สักปาก และเมื่อคุณพิมพ์คำว่า “สักปาก” ลงไป Google ก็จะช่วยระดมความคิดให้คุณในทันที

google auto complete

คุณสามารถใช้เครื่องมือตัวนี้หาคีย์เวิร์ดประเภท Long-Tail ได้มากมายด้วยการพิมพ์ในรูปแบบ…

วิธีใช้ auto complete - keyword + ก

ตัวอย่างเช่น สักปาก ก…

ตัวอย่างใช้งาน auto complete - สักปาก ก

หรือ…

วิธีใช้ google auto complete - keyword + ข

ตัวอย่างเช่น สักปาก ข…

ตัวอย่างวิธีใช้ Google AutoComplete - สักปาก ข

คุณไม่จำเป็นต้องหยุดแค่ Google เท่านั้น อาจจะใช้เครื่องมือนี้ซึ่งมีอยู่ใน Search Engine อื่นๆ ด้วย เช่น Yahoo (www.yahoo.com) เป็นต้น เพื่อหาไอเดียคีย์เวิร์ดใหม่ๆ

Auto Complete ของ Yahoo

3. Autocomplete ของ YouTube

YouTube เป็น Search Engine อันดับ 2 ของโลก รองจาก Google ในแต่ละวันมีคนค้นหาอะไรต่อมิอะไรมากมายใน YouTube

Auto Complete ของ Youtube

ฉะนั้นคุณสามารถใช้ Autocomplete ของ Youtube ในการหาไอเดียคีเวิร์ดใหม่ๆ ได้เป็นอย่างดี

4. Answer the Public

Answer the Public – https://answerthepublic.com/ เป็นเครื่องมือที่ช่วยคุณหาคีย์เวิร์ดเพิ่มเติมได้ฟรีๆ โดยเฉพาะ keywords ประเภทคำถาม วิธีใช้ก็ง่ายนิดเดียว

ใช้ Answer the Public เพื่อหา keyword

ให้คุณใส่คีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้องกับสินค้า/บริการของคุณลงลงไป จากนั้นเลือกประเทศที่คุณต้องการดูข้อมูล สุดท้ายกดปุ่ม Search

ผลลัพธ์จาก Answer the Public
ผลลัพธ์ keyword ที่ได้จาก Answer the Public

5. Google Related Search

วิธีนี้ก็ยังจะขอพึ่ง Google ต่อไป ในการช่วยหาคีย์เวิร์ดเมื่อคุณพิมพ์ keyword ลงไปแล้ว ก็ให้เลื่อนลงมาด้านล่างผลการค้นหา

ใช้ relate search

แล้วให้คุณมองหาประโยคที่ว่า Searches related to … (“การค้นหาที่เกี่ยวข้องกับ”) คุณจะเห็นคำที่กูเกิ้ลคิดว่าเกี่ยวข้องกับคำที่คุณใส่ลงไป คำไหนที่คุณคิดว่าตรงกับสินค้าของคุณก็บันทึก จดใส่เศษกระดาษไว้

6. Google Trend

Google Trend เป็นอีกหนึ่งในเครื่องมือที่ Google เขาสร้างขึ้นมาให้ใช้ฟรีอีกเช่นกัน คุณสามารถหาไอเดีย keywords เพิ่มเติมได้ง่ายๆ

ตัวอย่างเช่น: ช่วงนี้เป็นยุค COVID 19 ครองเมือง ใครๆ เขาก็ทำหน้ากากอนามัยขาย ผมเลยอยากรู้ว่าถ้าผมจะทำบ้างมีคีย์เวิร์ดอะไรบ้างที่ผมสามารถหยิบมาทำได้ คิดได้ดังนี้ผมก็เริ่มด้วยการป้อนคำว่า “หน้ากากอนามัย” ลงไป

หน้าตาของ Google Trend

ในหัวข้อ “Related queries” จะแสดงคำที่เกี่ยวข้อง (กับคำที่ผมป้อนลงไป) ที่กำลังได้รับความนิยม ณ ตอนนี้ ที่ผมอาจหยิบมาทำ SEO ได้

คำค้นหาที่เกี่ยวข้อง

แต่พอดูข้อมูลแล้วกลับเห็นว่าไอเดียที่ผมมีถ้าจะนำมาทำจริงอาจจะไม่เวิร์คก็เป็นได้ เพราะคนส่วนมากสนใจที่จะทำหน้ากากอนามัยเอง แทนที่จะซื้อหามาใช้.. 

เมื่อผมดูกราฟความสนใจ (Interest Over Time) ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ยิ่งมั่นใจเลยว่าไอเดียนี้ไม่น่าจะดี เนื่องจากความสนใจถีงจะถีบตัวขึ้นมาสูงมาก (ช่วงกุมภาพันธ์ 25663) แต่ก็กราฟก็ตกลงอย่างฮวบฮาบในเวลาอันสั้น

กราฟความสนตามเวลา

อาจเป็นเพราะว่าผู้คนเริ่มเชื่อว่าประเทศเราเอาอยู่ ไม่จำเป็นต้องกักตุนหา Mask มาเก็บไว้ จึงทำให้กราฟความสนใจตกลงดังกล่าว และไม่มีวี่แววว่าความนิยมจะกลับมาสูงอีก

7. Soovle

Soovle เป็นเครื่องมือที่สามารถดึงไอเดียคีย์เวิร์ดจากหลายๆ โปรแกรม เช่นจาก Google, Bing, Yahoo เป็นต้น มาแสดงไว้ในที่เดียว วิธีใช้ก็ง่ายแค่ป้อน keywords ลงไป

หาคีย์เวิร์ดด้วย Soovle
ใช้ Soovle หาคีย์เวิร์ด

คุณสามารถบันทึกรายการคีย์เวิร์ดได้ง่ายๆ ด้วยการลากแล้วปล่อย

เสร็จแล้วคุณยังสามารถโหลดรายการนี้เป็นไฟล์ CSV ได้อีกต่างหาก

8. ติดหน้า 1 Google ใน 30-90 วัน ด้วย Google Search Console

หน้าผลลัพธ์การค้นหา SERP

Google Search Console หรือ GSC เป็นเครื่องมือสารพัดประโยชน์ในการทำ SEO ซึ่ง Google สร้างขึ้นมาให้ใช้กันฟรีๆ

โลโก้ Google Search Console

เดี้ยวเรามาดูวิธีใช้เครื่องมือตัวนี้ในการหาคำง่ายๆ มาทำ SEO กัน สำหรับท่านที่ได้ติดตั้ง GSC ในเว็บไซต์มาแล้ว 3 เดือน เป็นอย่างน้อย

ขอขยายความคำว่า “ง่าย” ดังนี้

คีย์เวิร์ดที่ผมว่า “ง่ายๆ” ในที่นี้ ผมหมายถึง keyword ที่เว็บเพจของคุณติดอันดับดีอยู่แล้วในระดับหนึ่ง แต่ยังไม่ดีที่สุด นั่นก็คือ อันดับ 6 ถึงอันดับที่ 10 หรือที่เรียกในภาษาอังกฤษว่า Below The Fold ไล่ไปจนถึงหน้าสอง (อันดับที่ 11 ถึง 20) ของผลลัพธ์การค้นหา

การที่เว็บเพจติดอันดับอยู่ในครึ่งล่างของหน้าแรก Google (Below the Fold) ไปจนถึงหน้าที่สอง ชี้ให้เห็นว่า Google พอใจกับคุณภาพของเว็บเพจนั้น ๆ ที่ติดอันดับอยู่พอสมควรแล้ว

ดังนั้นเมื่อคุณปรับปรุงประสิทธิภาพหน้าเพจเหล่านี้เพิ่มเติมอีกสักหน่อย คำที่คุณกำลังทำ SEO อยู่สามารถขึ้นไปยืนอยู่ในอันดับที่คุณคาดหวังไว้ เช่น Top 3, Top 5, หรือ Top 10 เป็นต้น ได้โดยไม่ยากมาก และไม่เสียเวลาเนิ่นนานนัก กล่าวคือ ระยะหวังผลอยู่ในช่วง 30-90 วัน

ต่อไปเรามาดูวิธีการหาว่าหน้าเว็บเพจใดในเว็บไซต์ของคุณ มีคีย์เวิร์ดติดอันดับดีๆ (ไม่เกินหน้า 2 ของ Google) ขั้นแรก เข้าไปที่ https://search.google.com/search-console/about เพื่อเปิด GSC ขึ้นมา

หน้า Dashboard ของ GSC

จะเห็นว่าหน้าจอถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่ ส่วนของเมนู และส่วนของฟังก์ชันการใช้งานให้คุณคลิกที่เมนู “ผลการปฏิบัติงาน” (Performances)

คลิกที่เมนู ผลการปฏิบัติงาน

ในส่วนของฟังก์ชันการใช้งานจะแสดงผลการปฏิบัติงาน ทั้งในรูปแบบกราฟเส้นและในแบบตาราง
สำหรับกรณีของกราฟ คุณสามารถตีกราฟเส้นได้เอง เช่น จำนวนครั้งที่เว็บไซต์ของคุณถูกแสดงผลใน Google (Impressions) หรือจำนวนครั้งที่ถูกคลิก (Clicks) เป็นต้น

กราฟแสดงสมรรถะ

ให้คุณคลิกเลือก “จำนวนการแสดงผลทั้งหมด” (Impressions) และ “อันดับเฉลี่ย” (Position) เพื่อตีกราฟ และนำข้อมูลทั้งสองมาแสดงในตาราง เป็นคอลัมน์ “การแสดงผล” และ “ตำแหน่ง” ตามลำดับ

ในส่วนของตารางจะแสดงข้อมูลที่เราต้องการนั่นก็คือ “ข้อความค้นหา” (Queries) ที่ผู้คนพิมพ์ลงไปใน Google และทำให้ “หน้า” เว็บเพจ (Pages) ของคุณถูกแสดง เทียบกับ “ตำแหน่ง” (Position) เฉลี่ยของข้อความค้นหาเหล่านั้น

ตารางแสดงสมรรถนะข้อความค้นหา

ในเบื้องต้นอันดับของข้อความค้นหาหรือ keyword จะถูกแสดงทั้งหมด ทั้งคำที่ติดอันดับดีและไม่ดีปะปนกัน ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการ เราจำเป็นต้องกรองเลือกเอาเฉพาะคีย์เวิร์ดที่มีศักยภาพสูงในการทำอันดับในระยะสั้น กล่าวคือ คีย์เวิร์ดที่อันดับอยู่ระหว่าง 1-20 โดยทำตามขั้นตอนดังนี้…

ปรับแต่งตาราง
  1. ให้คุณคลิกตัวกรอง
  2. จากนั้นให้เลือก “ตำแหน่ง”
  3. เลือกกรองตามตำแหน่งที่น้อยกว่า 20

คุณสามารถดูได้ว่าคำที่คุณต้องการหยิบมาทำ SEO อยู่ในหน้าเว็บเพจไหน ด้วยการคลิกที่คีย์เวิร์ดที่คุณสนใจ จากนั้นให้คลิกคอลัมน์ “หน้า”

สมรรถนะของหน้าเพจ

ใครที่ถนัดใช้โปรแกรมประเภท Spread Sheet อย่าง Excel หรือ Google Sheet ก็สามารถ Export ตารางนี้ออกมา โดยคลิกที่ปุ่ม “ส่งออก” และเลือกประเภทของไฟล์ที่ต้องการ

ส่งข้อมูลออกไปวิเคราะห์ใน Excel

เท่านี้คุณก็จะได้รายการคำที่มีอันดับเฉลี่ยระหว่าง 1-20 ที่คุณสามารถนำมาจัดลำดับความสำคัญ และคัดสรรว่าคำไหนที่ควรทำก่อน-หลัง เช่น คุณอาจจะเน้นเฉพาะคำที่ติดอยู่ในหน้า 2 ก่อน หรือเฉพาะคำที่อยู่ด้านล่างของหน้าแรกก่อน อันนี้ก็สุดแท้แต่ความต้องการและจุดประสงค์ของธุรกิจ

9. Google Keyword Planner

Google Keyword Planner คือ เครื่องมือใช้หาคีย์เวิร์ดได้ทั้งภาษาไทย และภาษาอังกฤษ Google สร้างโปรแกรมตัวนี้มาไว้สำหรับการลงโฆษณาใน Google หรือที่เรารู้จักกันในนาม Google Ads ท่านใดที่ยังไม่มี account ก็ไปสร้างกันได้ฟรีตามลิ้งค์นี้ https://ads.google.com/intl/th_th/getstarted/ กันก่อน สมัครเสร็จสรรพเรียบร้อยก็ log in เข้าไป หาเครื่องมือวิจัยคำหลักได้จากเมนูด้านบน Tool > Keyword Planner

เริ่มคีย์เวิร์ดแพลนเนอร์

หลังจากคลิก Keyword Planner แล้ว ในหน้าจอต่อไปจะเป็นการใส่ Search Query ที่คุณได้จดไว้ข้างต้นลงไปช่อง “Find new keywords” แล้วกดปุ่ม GET STARTED

รูป - ป้อนคีย์เวิร์ด

ถัดไป ตั้งค่าภาษา และประเทศ ถ้าตลาดที่คุณขายของอยู่ในไทยก็เลือกภาษา Thai และ เลือก Thailand สำหรับ Locations

รูป - ตั้งค่าภาษา, location

เสร็จสรรพเรียบร้อยก็ keyword tool ก็จะแสดงผลลัพธ์ตามคำที่คุณใส่ไป ดังนี้

ผลลัพธ์

คุณสามารถใช้ Filter เพื่อกรองให้ได้ผลลัพธ์ ที่เฉพาะเจาะจงมากยิ่งขึ้น เช่นในกรณีนี้ผมต้องการกรองเอาแต่คำที่มีคำว่าปาก “ปาก” (เพราะอยากได้แต่คีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้องกับบริการสักปาก)

กรองผลลัพธ์

ต่อไปให้คุณโหลด keywords โดยคลิกปุ่ม DOWNLOAD KEYWORD IDEAS ตรงมุมขวาบนๆ หน่อย ของหน้าจอ

โหลด keyword

โหลดมาแล้วก็เปิดไฟล์ด้วย Microsoft Excel หรือ Open Office ก็ได้เหมือนกัน รูปร่างหน้าตาก็จะมี columns อะไรเยอะแยะดังรูปด้านล่าง

เปิดไฟล์ด้วย excel

ต่อไปก็เอา column ที่ไม่ได้ใช้ออกไปให้หมด เหลือไว้ แค่ “Keyword”, กับ “Avg. monthly search (ปริมาณการค้นหาเฉลี่ยนต่อเดือน)”

เอา column ที่ไม่ได้ใช้ออก

ขั้นตอนต่อไปเป็นการ จัดกลุ่ม และคัดกรองคีย์เวิร์ด ในขั้นตอนนี้เราจะใช้ปัจจัยในการเลือกคำหลัก คือ relevance และ search volume 

3 ปัจจัยหลักที่คุณควรใช้ในการคัดเลือกคีย์เวิร์ด

ในกระบวนการเฟ้นหา keyword มาทำ SEO ผมแนะนำให้คุณใช้ปัจจัย 3 ประการดังต่อไปนี้ ประกอบการตัดสินใจทุกครั้ง เพื่อให้ได้คำที่เหมาะสม สามารถทำได้จริงตามระยะเวลาและงบประมาณ

3 ปัจจัยที่ใช้เลือก keyword

1. ปริมาณการค้นหา (Search Volume)

ปริมาณการค้นหา คือ จำนวนคนตัวเป็นๆ ทีค้นหาธุรกิจของคุณใน Google โดยทั่วไปในแต่ละเดือน ถ้ามีผู้คนค้นหาธุรกิจของคุณใน Search Engine เป็นจำนวนมาก ย่อมดีกว่าน้อย หรือไม่มีคนสนใจค้นหาเลย

2. ความแม่นตรง (Relevancy)

คีย์เวิร์ดที่ตอบโจทย์ทางธุรกิจ คือคำที่มีสิ่งที่เรียกว่า Relevancy ผมแปลแบบยาวๆ หน่อยว่า ความเกี่ยวข้องสอดคล้อง ในที่นี้ให้โฟกัสไปที่ธุรกิจของคุณ เช่นว่า คุณขายรถมือสองอย่างเดียว ไม่มีรถมือหนึ่ง แล้วคุณไปทำ SEO เพื่อดันคีย์กว้างๆ อย่างคำว่า “รถ” (ซึ่งอาจเหมารวมทั้งรถมือหนึ่งและมือสอง) หรือคำว่า “รถใหม่” เป็นต้น แบบนี้อาจทำให้คุณเสียลูกค้าไปส่วนหนึ่ง ในขณะที่ได้ลงทุนลงแรงไปแล้วไม่ใช่น้อยในการทำ SEO ก็อยากฝากว่า ในการเลือกคีย์เวิร์ดมาทำ ไม่ใช่เห็นว่ามี Search Volume มากมายแต่อย่างเดียว อยากให้พิจารณาความตรงกันกับธุรกิจของคุณด้วย

3. การแข่งขัน (Competition)

ในการทำ SEO คำที่คุณจะทำแต่ละคำมีคู่แข่งแตกต่างกัน จึงมีความยากง่ายต่างกันไปเช่นกัน ดังนั้นในการเลือกคีย์เวิร์ดควรนำความสามารถในการแข่งขันของเว็บไซต์ของคุณ เช่น Domain Strength, ลิงก์ (Backlinks) เป็นต้น มาคิดคำนวณด้วย

ทั้ง 3 ปัจจัยที่ผมพูดถึงนี้ ไม่ควรใช้แยกกัน แต่ควรนำมาวิเคราะห์ร่วมกัน เช่น…

Search VolumeRelevancyCompetition
✖️

ถ้าคุณเลือก keywords ที่มีคนค้นหามากในแต่ละเดือน (Search Volume) แถมง่ายด้วย (Competition) แต่ไม่ตรงกับสินค้าหรือบริการของคุณ (Relevancy) ตัวอย่างเช่น คุณดำรงชีพด้วยการเป็นติวเตอร์สอนคณิตศาสตร์ ถ้าคุณเลือกทำคีย์เวิร์ด เช่น “สอนเลขฟรี” เป็นต้น ก็อาจทำให้เสียเวลาไปโดยใช่เหตุ

Search VolumeRelevancyCompetition
✖️

ถ้าคุณเลือก keyword ที่มีคนค้นหามากในแต่ละเดือน (Search Volume) แถมง่ายด้วย (Competition) แต่ไม่ตรงกับสินค้าหรือบริการของคุณ (Relevancy) ตัวอย่างเช่น คุณดำรงชีพด้วยการเป็นติวเตอร์สอนคณิตศาสตร์ ถ้าคุณเลือกทำคำ เช่น “สอนเลขฟรี” เป็นต้น ก็อาจทำให้เสียเวลาไปโดยใช่เหตุ

Search VolumeRelevancyCompetition
✖️

ถ้าคำที่คุณเลือกมาทำมีปริมาณค้นหารายเดือนดี (Search Volume) ตรงกับสินค้าที่คุณขายอยู่ด้วย (Relevancy) แต่ยากมาก (Competition)แบบนี้คุณอาจต้องเสียเวลาแรมปี เสียเงินหลักแสน กว่าจะถึงฝั่งฝันในที่สุด

คีย์เวิร์ดทีคุณต้องการเลือกมาทำ ควรที่จะมีคุณสมบัติครบทั้ง 3 ข้อ เพื่อเพิ่มโอกาสในการติดอันดับที่ต้องการให้ได้มากที่สุด

ตัวอย่าง: วิเคราะห์หา Keyword ภาคปฏิบัติ

เรามาลงมือทำกัน นำสิ่งที่เราได้เรียนรู้จนตรงนี้มาคัดสรรค์หาคีย์เวิร์ดที่มีศักยภาพหยิบจับมาทำ SEO ที่สามารถหวังผลได้ในระยะเวลาอันสั้น

1. หาคำที่ตรงกับสินค้า/บริการ (Relevancy)

จากรายการ keywords ที่คุณหามาด้วยวิธีการต่างๆ นาๆ ที่ได้กล่าวไป ให้คุณนั่งไล่ดู ตัดคำที่ไม่เกี่ยวกับธุรกิจของคุณแล้วเก็บคำที่ตรงไว้ เช่น

  • ตัวอย่าง: สมมุติว่าที่ร้าน อ. หญิง ไม่ได้ทำปากชมพูด้วยการยิงเลเซอร์ ก็ตัดคำพวก "เลเซอร์ ปาก (ปริมาณการค้นหา 320 ครั้ง/เดือน), "เลเซอร์ ปาก ชมพู" (ปริมาณการค้นหา 1000 ครั้ง/เดือน) ถึงจะมีปริมาณการค้นหาที่ดี ก็เปล่าประโยชน์ ตัดทิ้งไปอย่าเสียดาย

ขั้นตอนนี้อาจจะใช้เวลาพอสมควร และน่าเบื่อบ้าง แต่ก็ต้องทำครับ ค่อยๆ ไล่ไปทีละคำ เสร็จแล้วคุณจะได้กลุ่มคำที่เมื่อติดอันดับแล้ว จะนำพาลูกค้ามาเข้าเว็บคุณอีกหลายต่อหลายปี

2. ปริมาณการค้นหา OK ไหม?

ถึงตรงนี้รายการคีย์เวิร์ดของคุณก็จะมีแต่คำที่ใช่ทั้งนั้น ต่อไปก็ให้พิจารณาปริมาณการค้นหาของแต่ละคำ โดยใช้ Google Keyword Planner

  • ยกตัวอย่างคำที่ผมจะไม่ทำ เช่น คำว่า "สัก ปาก ชมพู ถาวร" ถึงจะตรงกับสินค้า ร้าน อ. หญิง คือสักปากถาวร แต่พอดูปริมาณการค้นหาที่มีอยู่ประมาณ 10 ครั้ง/เดือน ก็คงต้องบอกผ่าน

3. วัดความสามารถในการแข่งขัน (Competitive Analysis)

ในการทำ SEO คำที่คุณจะทำแต่ละคำมีคู่แข่งแตกต่างๆ กันไป บางคำยาก บางคำง่าย ตรงนี้ต้องชั่งใจ และสมดุลให้ดีครับว่าถ้าต้องการทำคีย์ที่ค่อนข้างยาก ทำได้ครับ แต่งบประมาณและระยะเวลาในการประสบความสำเร็จนั้นก็จะมากตามไปด้วย โดยทั่วไปผมจะแนะนำลูกค้าว่าให้ทำคละกัน ทั้งคำที่ยากและง่ายในระยะสั้นคำที่ไม่ยากมากนักก็จะส่งผลก่อนคืออันดับจะดีเร็วกว่า

MOZ BAR - เครื่องมือวัดความแข็งแรง SEO

ในการวัดความสามารถในการแข่งขันของแต่ละคีเวิร์ดที่คุณได้หามา เราจะใช้เครื่องมือคือ MOZ Bar ซึ่งเป็น Chrome Extension ที่คุณ:

  • สามารถโหลดมาใช้กันได้ฟรีๆ อีกเช่นกันครับ ก็ให้ โหลดมา แล้วติดตั้ง ให้เรียบร้อยก่อน รูปลักษณ์เขาก็จะเป็นตัวเอ็มเล็กๆ ดังรูปด้านล่างในกรอบสีแดง

MOZ bar

ต่อไปจะเป็น 5 metrics หรือตัวแปรที่เราจะใช้เป็นตัววัดความสามารถในการแข่งขัน หรือความแข็งแรงเชิง SEO ของคู่แข่งแต่ละรายของคุณ

  1. Domain Authority (DA): ความแข็งแรงเชิง SEO ของ Domain, ทั้งเว็บ
  2. Page Authority (PA): ความแข็งแรงเชิง SEO เฉพาะหน้าเว็บ เป็นหน้าๆ ไป
  3. Links: ลิ้งค์ที่ชี้มายังหน้าเว็บเพจ คู่แข่งของคุณ
  4. Title: Page Title หรือชื่อเว็บเพจของคู่แข่ง
  5. Content: ประเภทเนื้อหาของเว็บเพจคู่แข่ง ว่าดีไม่ดียังไง คุณจะทำให้ดีกว่าได้ยังไง

ในขั้นตอนนี้ ให้คุณพิมพ์คีย์เวิร์ดที่ผ่านขั้นตอนที่ 1 และ 2 ลงไปใน Google ทำทีละคำนะครับ ในที่นี้ผมยกต้วอย่างโดยใช้คำว่า “สักปากชมพู” (ปริมาณการค้นหา 2900 ครั้ง/เดือน)

วิเคราะห์ความสามารถในการแข่งขัน

จะเห็นว่าเว็บร้าน อ. หญิง จะอยู่ในอันดับที่ 5 ดังนั้นจุดประสงค์ของผมก็คือ การดันต่อให้ไปติดอันดับ 1

ผมก็จะไล่จดค่าจาก Moz bar (แถบสีเทาใต้รายการ) Page Title, PA, DA, Link ของคู่แข่งที่อันดับดีกว่า และบันทึกค่าไว้ใน excel เพื่อความสะดวกในการวิเคราะห์ต่อไป

ตารางวิเคราะห์ keyword

จากตารางที่ได้บันทึกค่าไว้จะเห็นว่า

  • Domain Authority: เว็บคู่แข่งแต่ละเว็บ เกิดมานาน เป็นที่รู้จักดีในวงกว้าง เช่น เว็บ Kapook, Pantip เป็นต้น และมีความแข็งแรงในเชิง SEO สูงมาก ดูได้จากค่า Domain Authoriy (DA) ตั้งแต่ 44-95 (จาก 100) ในขณะเดียวกันเว็บ อ. หญิง (ajying.com) มีค่า DA เพียง 15 ถือว่าต่ำมากกก
  • Page Authority (PA) ของเว็บสักปาก ร้าน อ. หญิง อยู่ที่ 29 จัดว่ามีความสามารถในการแข่งขันระดับที่พอใช้ เมื่อเทียบกับคู่แข่ง
  • On-Page SEO: จะเห็นว่าเว็บ อ. หญิง และคู่แข่ง มีการทำ Onpage SEO ค่อนข้างดี กล่าวคือ มี keyword ใน Page Title กันหมด ตรงนี้ถือว่าไม่ได้เป็นแต้มต่อให้เว็บ ajying.com
  • ajying.com มี 72 ลิ้งค์ ถือว่าเป็น ปัจจัยหลัก ที่ทำให้เว็บ อ. หญิง ขึ้นมาติดหน้า 1 ได้

สรุปสิ่งที่ผมจะทำเพื่อให้อันดับดียิ่งขึ้น นอกจากสร้างลิ้งค์เพิ่มอย่างต่อเนื่องไปแล้ว ผมยังต้องเพิ่ม content ในลักษณะบทความ ที่ให้ความรู้แก่ผู้เข้ามาเยี่ยมชมมากขึ้น นอกจากนี้เพิ่มรีวิวจากผู้ใช้งานจริงมากยิ่งขึ้นก็ช่วยได้ด้วยเช่นกัน

ท่านใดที่รู้สึกยังไม่อิ่ม คลิกปุ่มด้านล่างไปอ่านบทความใหม่ที่ผมเขียนขึ้นอธิบายการวิเคราะห์การแข่งขัน keyword อย่างละเอียด เป็นขั้นเป็นตอน พร้อมยกตัวจริงอย่างประกอบในการวิเคราะห์เป็นขั้นเป็นตอน…

วิษุวัต (Author)
วิษุวัต (Author)

ก่อนจาก..
ก่อนทีบทความจะยาวไปมากไปกว่านี้ ผมว่าจบก่อนดีกว่า.. อิอิ

ก็เหมือนเดิมนะครับ ทักทาย กันเข้ามาได้ ทีมงาน ยินดีรับคำ ติ ชม เพื่อนำไปแก้ไขต่อไป

อยากรู้เรื่องอะไร อยากให้เขียนหัวข้อไหน บอกมาได้เช่นกัน..

.. วันนี้ขอลาไปก่อน วันหน้าฟ้าใหม่ มาเจอกันในบทความต่อไป ครับ

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับผู้แต่ง คลิกที่นี่