หาคีย์เวิร์ดเหมาะๆ มาทำ SEO (Keyword Research & Competitive Analysis) | SEO Books

หา Keywords เหมาะๆ มาทำ SEO (Keyword Research & Competitive Analysis)

เราทำการวิจัย คีย์เวิร์ดกัน ก็เพื่อทำความเข้าใจว่าตลาดที่คุณขายของอยู่ ด้วยการดูว่าผู้คนเขามีพฤติกรรมค้นหาสินค้าหรือบริการของคุณยังไง 

  • ว่าที่ลูกค้าคุณเขาหาอะไรกันใน Google
  • ว่าที่ลูกค้าคุณมีสักกี่คน ที่หาสินค้า หรือบริการประเภทที่คุญขายอยู่

แล้วก็นำความเข้าใจที่ตกผลึกแล้ว  มาสร้าง content ที่ตรง และตอบโจทย์ความต้องการของตลาด (Search Intent) ในบทความนี้เราจะมาดำดิ่งถึงขั้นตอนการวิจัยคีย์เวิร์ด เพื่อนำมาทำอันดับในกูเกิ้ลกัน.. ช่วงนี้อาการร้อน ไปอาบน้ำอาบท่าให้เย็นสบาย.. แล้วมาเริ่มกันเลย

Keyword คืออะไร?

จริงๆ แล้ว การทำ SEO หรือ Search Engine Optimization นั้นเริ่มจากว่า เราจะ Optimize หรือปรับปรุงอะไรๆ ให้มันดีขึ้น

รูปตัวการ์ตูนวันเดอร์วูแมน

อะไรๆ ในทีนี้ เรามุ่งเน้นไปถึง...

“คำ” ต่างๆ ที่ปุถุชนคนธรรมดาอย่างเราๆ ท่านๆ เข้าไปพิมพ์หาใน Google (search query) คำต่างๆ เหล่านี้เราเรียกว่า คำหลัก หรือ Keyword นั่นเอง

และ การทำ SEO เราจะเริ่มด้วยการปรับปรุงคีย์เวิร์ดต่างๆ ให้อันดับ หรือ ranking ใน Search Engine อย่าง Google หรือ Bing ให้ดี ยิ่งขึ้นนั่นเอง ทั่วไป ก็อยากติดหน้า 1 Google.co.th เป็นต้น

การวิจัยคีย์เวิร์ดสำคัญยังไงกับ SEO?

Keyword research มีผลต่อทุกๆ กิจกรรมการทำ SEO เช่น การหาหัวข้อของบทความที่คุณจะเขียน, การทำ Onpage SEO, ไปจนถึงการทำ Outreach และการโปรโมตเว็บ

ความสำคัญของคีย์เวิร์ด ต่อการทำ seo

ใน project ทำ SEO โดยมาก ก็จะเริ่มการทำ keyword research เป็นสิ่งแรก เพื่อที่จะหาก่อนว่า ว่าที่ลูกค้า (Prospects) ของคุณนั้นมีความคิด มีความต้องการอะไร หรือมีปัญหาอะไรที่ต้องการแก้ไข ผ่านทาง Search Query หรือ คำที่เขาเหล่านั้นค้นหาใน Google

ติดหน้าแรก Google 500+ คำ เพราะการวิจัยคีย์เวิร์ด

ก็ขอยกตัวอย่างลูกค้ารายนึง เพื่อให้เห็นภาพความสำคัญของการทำ วิจัย Keyword ได้ชัดเจนยิ่งขึ้นครับ 

ร้าน "อาจารย์หญิง บิวตี้"

  • ร้าน อ. หญิง (www.ajying.com) เป็นร้านเสริมสวยเป็นร้านเล็กๆ  
  • ให้บริการด้านความงาม เช่น สักคิ้ว สักปาก ต่อขนตา เป็นต้น
ตัวอย่างลูกค้า -  ร้าน อ. หญิง

ผมและทีมงานรับผิดชอบการทำการตลาดออนไลน์ครบวงจร รวม SEO ด้วย ถึงวันนี้ (25/04/2562) สามารถนำพาคนมาเข้าเว็บได้ประมาณ 187,133 คน

audience report

ในแสนแปดกว่าๆ นี้ ประมาณ 70% (136,345 คน) มาจากการทำ SEO

Organic traffic จากการทำ SEO

และคีย์เวิร์ดมากกว่า 1,000 คำติดหน้า 1 Google.co.th ตัวอย่าง เช่น ...

มีหลายปัจจัยที่ทำให้เกิดความสำเร็จใน project นี้ อาทิ เนื้อหาเว็บไซต์ (ที่ทีมงานเราเขียนให้ด้วย), การปรับแต่งโครงสร้างเว็บ, การสร้างลิ้งค์ เป็นต้น แต่สิ่งที่ มีอิทธิพลมากสุดเลย คงไม่พ้น การทำการวิจัยคำหลัก อย่างเป็นขั้นเป็นตอน และถูกหลัก ครับ

ตัวอย่าง เช่น..

ตัวอย่าง เช่น.. ในขั้นตอนการทำ keyword research เราพบว่ามีคนที่สนใจในการสักคิ้ว แต่ยังมีความรู้ไม่พอ เลยพิมพ์คำถามต่างๆ นาๆ ที่เขาอยากรู้ลงใน Google เช่น คิ้ว3มิติ (ลายเส้น) และคิ้วสไลด์ต่างกันอย่างไร?, ทำคิ้ว3 มิติ และสไลด์ อยู่ได้นานแค่ไหน? เจ็บไหม? เป็นต้น

เห็นดังนี้ ทีมงานเลยตัดสินใจ สร้างหน้า รวมคำถาม-คำตอบ (FAQs) ครอบคลุมทุกอย่างที่คนต้องการสักคิ้วจำเป็นต้องรู้ เพื่อใช้ในการประกอบการตัดสินใจ

ผลที่ได้ก็คือมีคีย์เวิร์ดประเภทถามๆ ตอบๆ นี้ติดอันดับดีๆ หลักร้อยคำ ตัวอย่างเช่น

คีย์เวิร์ดหน้า faqs ที่ติดอันดับ

ภาพด้านล่างแสดง ผู้คนที่เข้ามายังหน้า FAQs หน้านี้หน้าเดียว ประมาณ 26,552 คน จาก Google

traffic มายัง faqs เพจ

ทำความเข้าใจคีย์เวิร์ดประเภท Long Tail

ถ้าคุณขายกล้อง และสามารถติดอันดับ 1 หน้า 1 Google คำว่า "กล้อง" ที่ปริมาณการค้นหาใน Google อยู่ที่ 3 แสนครั้งต่อเดือน (โดยประมาณ) มันก็คงดี ว่าไหม? ต้องขายของดีแน่..?

มันก็ดีอยู่แหละ เดือนๆ มีคนค้นหาตั้งเยอะแยะแบบนี้ แต่ติดอยู่ 2  อย่าง คือ 

  • ปกติ คำสั้นๆ เดี่ยวๆ แบบนี้ (Short Head) คู่แข่งค่อนข้างที่จะมีความแข็งแรงสูง 
  • แถมคำแบบนี้ ยังมีความ กำกวมในความหมาย (Search Intent) อีกด้วย เช่น คำว่า "กล้อง" ไม่รู้ว่าเขาหากล้องอะไร ประเภทไหน กล้องดูดาว หรือเปล่า? หรือว่ากล้อง web cam? ก็ไม่ชัวร์ 100% ดังนั้น อาจจะมีแค่ 1% จาก 3 แสนคน ที่กำลังหากล้องที่คุณขาย ก็เป็นได้

ผมอยากจะแนะนำ ว่าในช่วงแรกๆ ให้ไปเน้น keyword ที่ประกอบไปด้วย 3 คำ ขึ้นไป หรือ Long Tail Keywords ที่เกี่ยวข้องและเจาะจงกับสินค้าที่คุณขาย เช่นคำว่า "ขายกล้อง Go Pro", "รีวิวกล้อง Sony รุ่น ABC" อะไรทำนองนี้​

เพราะว่าคนที่หาคำประเภทนี้ นอกจากเขาจะมีความสนใจ หรือความต้องการที่จะซื้อสูงเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว โดยปกติคีย์เวิร์ดประเภท Long tail นี้ จะมีเป็นจำนวนมาก เมื่อรวมเข้าด้วยกัน ปริมาณการค้นหาโดยปกติจะมากกว่าคำเดียว ด้วยนะ จะบอกให้

สิ่งสำคัญที่จะลืมเสียไม่ได้ คุณสามารถทำอันดับดีๆ ได้ง่ายกว่าคำประเภท Short Head โดยไม่ต้องเสียเวลามาก และยังอยู่ในงบที่คุณตั้งไว้ 

ส่วนคำกว้างๆ ที่มีคนหาเยอะๆ ไม่ใช่ทำไ่ม่ได้ หรือ ไม่แนะนำให้ทำ ให้ทำควบคู่กันไปกับ Long Tail Keywords แต่จะส่งผลให้ได้ชื่นใจนี่อาจจะนานสักหน่อย

รูปตัวอย่างคำที่ติดอันดับ

ตัวอย่างเช่น ลูกค้ารายนึง ที่ผมดูแล SEO ให้ต้องการติดหน้า 1 Google คำว่า “คอนโด” ซึ่งเป็นคำกว้างๆ การแข่งขันสูง (มาก) แต่ทำได้ครับ แต่ใช้เวลานานหน่อย และงบประมาณสูงกว่าคำที่การแข่งขันกลางๆ อย่าง “คอนโดติด BTS”

เสาะหาคีย์เวิร์ดมาทำ SEO

หัวข้อนี้จะเป็นการรวบรวม คีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการของคุณ เพื่อที่จะนำไปเป็นวัตถุดิบเพื่อใช้ในขั้นตอนในหัวข้อต่อไป

1. ระดมความคิด (Brain Strom)

วิธีแรกง่ายนิดเดียว เป็น การหากลุ่มของคำตั้งต้นสัก 5-10 คำ ที่มีความเกี่ยวข้อง (Relevance) กับธุรกิจของคุณ ในกรณีของ ร้าน อ. หญิง มีให้บริการต่างๆ เช่น สักคิ้ว สักปาก เป็นต้น

ของคุณก็ให้คุณนั่งคิด นอนคิด และลิสต์ออกมาว่า คุณขายอะไรบ้าง,ใช้ยังไง, ยี่ห้ออะไรบ้าง เป็นต้น

2. Google Search Suggestions

เมื่อคุณพอมีไอเดียแล้วจากข้อ 1 คุณก็สามารถนำมาต่อยอดโดยให้ Google ช่วยระดมความคิดให้คุณหน่อย ว่าคำที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจคุณมีอะไรบ้าง ยกตัวอย่างผมหาคำว่า “สักปาก” ในกูเกิ้ล

ใช้ Google suggestion ในการหาคีย์เวิร์ด

จะเห็นว่ากูเกิ้ลก็จะแสดงคำที่คิดว่าใกล้เคียง คล้ายๆ กัน ถ้าคุณพิมพ์ต่อไปอีก Google ก็จะแสดง Long tail keyword ที่มีความเจาะจงมากขึ้น 

ใช้ google search suggestion หา long tail keyword

เช่นผมหาคำว่า "สักปาก ราคา" Google ก็จะแสดงคำที่เกี่ยวกับ ราคาสักปาก เช่น สักปากราคาถูก เป็นต้น 

3. Google Related Search

วิธีที่ 3 นี้ก็ยังจะขอพึ่ง Google ต่อไป ในการช่วยหาคีย์เวิร์ด เมื่อคุณพิมพ์ keyword ลงไปแล้ว ก็ให้เลื่อนลงมาด้านล่างผลการค้นหา

ใช้ relate search

แล้วให้คุณมองหาประโยคที่ว่า Searches related to ... (“การค้นหาที่เกี่ยวข้องกับ”) คุณจะเห็นคำที่กูเกิ้ลคิดว่าเกี่ยวข้องกับคำที่คุณใส่ลงไป คำไหนที่คุณคิดว่าตรงกับสินค้าของคุณก็บันทึก จดใส่เศษกระดาษไว้

4. Answer The Public

Answer the Public - https://answerthepublic.com/ เป็นเครื่องมือที่ใช้ช่วยคุณหาคีย์เวิร์ดเพิ่มเติมได้ ใช้ฟรีๆ ก็ให้คุณใส่คีย์เวิร์ดตั้งต้นลงไป ทีละคำแล้วกดปุ่ม Get Questions

สอนใช้ Anawer the Public เพื่อหา keyword

ผลลัพธ์ที่ได้ก็จะออกมาเป็นรูปร่างประมาณนี้

ผลลัพธ์การค้นหาใน Answer the Public

คุณก็บันทึก จดใส่เศษกระดาษไว้

5. Google Search Console

ถ้าคุณมีเว็บไซต์อยู่แล้วมาระยะหนึ่ง คุณอาจมี Traffic จาก Google บ้างแล้วไม่มากก็น้อย เราสามารถหาไอเดียคีย์เวิร์ดตั้งต้นได้จาก Google Search Console เมื่อเปิด GSC มาแล้วก็ให้คลิก Performance (ผลการปฏิบัติงาน) ด้านขวามือให้คลิก "ข้อความค้นหา" ก็จะได้รายการคีย์เวิร์ดดังรูป

หาคีย์เวิร์ดใช้ GSC

คุณสามารถโหลดคีย์เวิร์ดทั้งหมดในรูปแบบไฟล์ CSVแล้วมาวิเคราะห์เพิ่มเติม ถ้าคุณสนใจเรียนวิธีการใช้ Google Search Console คลิกที่นี่

6. Google Keyword Planner

Keyword Planner เป็นเครื่องมือคีย์เวิร์ดที่ Google สร้างมาไว้สำหรับการลงโฆษณาใน Google หรือที่เรารู้จักกันในนาม AdWords ท่านใดที่ยังไม่มี account ก็ไปสร้างกันได้ฟรีตามลิ้งค์นี้ https://adwords.google.com กันก่อน สมัครเสร็จสรรพเรียบร้อยก็ log in เข้าไป หาเครื่องมือวิจัยคำหลักได้จากเมนูด้านบน Tool > Keyword Planner

เริ่มใช้งาน keyword planner

หลังจากคลิก Keyword Planner แล้ว ในหน้าจอต่อไปจะเป็นการใส่คำหลักตั้งต้นลงไปช่อง “Find new keywords” แล้วกดปุ่ม GET STARTED

รูป - ป้อนคีย์เวิร์ดให้ Google
icon 'yes'

Tips: นอกจากคุณจะใช้ คีย์เวิร์ดตั้งต้นที่หามาได้ก่อนหน้าแล้ว คุณยังสามาารถใส่เว็บไซต์ของคู่แข่ง หรือเว็บของคุณเองลงไปในช่อง  กูเกิ้ลจะไปรวบรวมคำหลักจากเว็บไซต์ดังกล่าวให้คุณในชั่วอึดใจ

ถัดไป ตั้งค่าภาษา และประเทศ ถ้าตลาดที่คุณขายของอยู่ในไทยก็เลือกภาษา Thai และ เลือก Thailand สำหรับ Locations

ตั้งค่าภาษา และ location

เสร็จสรรพเรียบร้อยก็ keyword tool ก็จะแสดงผลลัพธ์ตามคำที่คุณใส่ไป ดังนี้

ผลลัพธ์จาก keyword planner

คุณสามารถใช้ Filter เพื่อกรองให้ได้ผลลัพธ์ ที่เฉพาะเจาะจงมากยิ่งขึ้น เช่นในกรณีนี้ผมต้องการกรองเอาแต่คำที่มีคำว่าปาก "ปาก" (เพราะอยากได้แต่คีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้องกับบริการสักปาก)

กรองผลลัพธ์

ต่อไปให้คุณโหลดคีย์เวิร์ดโดยคลิกปุ่ม DOWNLOAD KEYWORD IDEAS ตรงมุมขวาบนๆ หน่อย ของหน้าจอ

โหลด keyword

โหลดมาแล้วก็เปิดไฟล์ด้วย Microsoft Excel หรือ Open Office ก็ได้เหมือนกัน รูปร่างหน้าตาก็จะมี columns อะไรเยอะแยะดังรูปด้านล่าง

เปิดไฟล์ด้วย excel

ต่อไปก็เอา column ที่ไม่ได้ใช้ออกไปให้หมด เหลือไว้ แค่ "Keyword", กับ "Avg. monthly search (ปริมาณการค้นหาเฉลี่ยนต่อเดือน)"

กรองเอาคอลัมน์ที่ไม่จำเป็นออก

ขั้นตอนต่อไปเป็นการ จัดกลุ่ม และคัดกรองคีย์เวิร์ด ในขั้นตอนนี้เราจะใช้ปัจจัยในการเลือกคำหลัก คือ relevance และ search volume

ปัจจัยสำคัญ ใช้ในการพิจารณาเลือก Keyword

1. ปริมาณการค้นหา (Search Volume)

หรือจำนวนคนตัวเป็นๆ ทีค้นหาคำหลัก ที่คุณสนใจอยู่ว่ามีกี่คนต่อเดือน อันนี้เป็นปัจจัยแรกที่ต้องพิจารณาในการเลือก keyword โดยทั่วไปเดือนๆ หนึ่งมีผู้คนค้นหาธุรกิจของคุณใน Search Engine เป็นจำนวนมาก ย่อมดีกว่าน้อย หรือไม่มีคนสนใจค้นหาเลย

2. ความแม่นตรง (Relevancy)

Relevancy ผมแปลแบบยาวๆ หน่อยว่า ความตรง หรือ แม่นยำเที่ยงตรง ในที่นี้ให้โฟกัสไปที่ธุรกิจของคุณ เช่นว่า คุณขายรถมือสองอย่างเดียว ไม่มีรถมือหนึ่ง แล้วคุณไปทำ SEO เพื่อดันคีย์กว้างๆ อย่างคำว่า “รถ” (ซึ่งอาจเหมารวมทั้งรถมือ1 และมือ 2) หรือ คำว่า “รถใหม่” เป็นต้น

แบบนี้อาจทำให้คุณเสียลูกค้าไปส่วนหนึ่ง ในขณะที่ได้ลงทุน ลงแรงไปแล้วไม่ใช่น้อย ก็อยากฝากว่า ในการเลือกคำหลักที่มาทำ ไม่ใช่เห็นว่ามี Search Volume มากมาย แต่อย่างเดียว อยากให้พิจารณาความตรงกันกับธุรกิจของคุณด้วย ครับ

3. การแข่งขัน (Competition)

ในการทำ SEO คำหลักที่คุณจะทำ แต่ละคำมีคู่แข่งแตกต่างๆ กันไป บางคำยาก บางคำง่าย ตรงนี้ต้องชั่งใจ และสมดุลให้ดีครับว่า ถ้าต้องการทำคีย์ที่ค่อนข้างยาก ทำได้ครับ แต่งบประมาณและระยะเวลาในการประสบความสำเร็จนั้นก็จะมากตามไปด้วย โดยทั่วไปผมจะแนะนำลูกค้าว่าให้ทำคละกัน อย่างที่ได้บอกไปแล้ว ในหัวข้อก่อนหน้า

MOZ BAR - เครื่องมือวัดความแข็งแรง SEO 

ในการวัดความสามารถในการแข่งขันของแต่ละคีเวิร์ดที่คุณได้หามา เราจะใช้เครื่องมือคือ MOZ Bar ซึ่งเป็น Chrome Extension

  • สามารถโหลดมาใช้กันได้ฟรีๆ อีกเช่นกันครับ ก็ให้ โหลดมา แล้วติดตั้ง ให้เรียบร้อยก่อน รูปลักษณ์เขาก็จะเป็นตัวเอ็มเล็กๆ ดังรูปด้านล่างในกรอบสีแดง 
MOZ bar

ต่อไปจะเป็น 5 metrics ที่เราจะใช้เป็นตัววัดความสามารถในการแข่งขัน หรือความแข็งแรงเชิง SEO ของคู่แข่งแต่ละรายของคุณ

  • Domain Authority (DA): ความแข็งแรงเชิง SEO ของ Domain, ทั้งเว็บ 
  • Page Authority (PA): ความแข็งแรงเชิง SEO เฉพาะหน้าเว็บ เป็นหน้าๆ ไป
  • Links: ลิ้งค์ที่ชี้มายังหน้าเว็บเพจ คู่แข่งของคุณ
  • Title: Page Title หรือชื่อเว็บเพจของคู่แข่ง 
  • Content: ประเภทเนื้อหาของเว็บเพจคู่แข่ง ว่าดีไม่ดียังไง คุณจะทำให้ดีกว่าได้ยังไง  

ในหัวข้อต่อไป เราไปดูการใช้สิ่งเหล่านี้ ในการคัดเลือกคำ แต่ละคำว่าเหมาะหรือไม่เหมาะที่จะนำมาทำ SEO กัน

ตัวอย่างการคัดคำมาทำ SEO (Competitive Analysis)

ในหัวข้อต่อไป เราไปดูการใช้สิ่งเหล่านี้ ในการคัดเลือกคำ แต่ละคำว่าเหมาะหรือไม่เหมาะที่จะนำมาทำ SEO กัน

1. หาคำที่ตรงกับสินค้า/บริการ (Relevancy)

จากรายการ keyword ที่คุณหามาด้วยวิธีการต่างๆ นาๆ ที่ได้กล่าวไป ให้คุณนั่งไล่ดู ตัดคำที่ไม่เกี่ยกับธุรกิจ แล้วเก็บคำที่ตรงไว้ ใน เช่น 

  • สมมุติว่าที่ ร้าน อ. หญิง ไม่ได้ทำปากชมพูด้วยการยิงเลเซอร์ ก็ตัดคำพวก "เลเซอร์ ปาก (ปริมาณการค้นหา 320 ครั้ง/เดือน)", "เลเซอร์ ปาก ชมพู (ปริมาณการค้นหา 1000 ครั้ง/เดือน)" ถึงจะมีปริมาณการค้นหาที่ดี ก็เปล่าประโยชน์ ตัดทิ้งไปอย่าเสียดาย

ขั้นตอนนี้อาจจะใช้เวลาพอสมควร และนาเบื่อบ้าง แต่ก็ต้องทำครับ ค่อยๆ ไล่ไปทีละคำ เสร็จแล้วคุณจะได้กลุ่มคำที่เมื่อติดอันดับแล้ว จะนำพาลูกค้ามาเข้าเว็บคุณอีกหลายปีต่อไป

2. ปริมาณการค้นหา OK ไหม?

ถึงตรงนี้รายการคีย์เวิร์ดของคุณก็จะมีแต่คำที่ใช่ทั้งนั้น ต่อไปก็ให้พิจารณาปริมาณการค้นหาของแต่ละคำ โดยใช้ Google Keyword Planner 

  • ยกตัวอย่าง คำที่ผมจะไม่ทำ เช่น คำว่า "สัก ปาก ชมพู ถาวร" ถึงจะตรงกับสินค้า ร้าน อ. หญิง คือสักปากถาวร แต่พอดูปริมาณการค้นหาที่มีอยู่ประมาณ 10 ครั้ง/เดือน ก็คงต้องบอกผ่าน

3. วัดความสามารถในการแข่งขัน

ในขั้นตอนนี้ ให้คุณพิมพ์คีย์เวิร์ดที่ผ่านขั้นตอนที่ 1 และ 2 ลงไปใน Google ทำทีละคำนะครับ ในที่นี้ผมยกต้วอย่างโดยใช้คำว่า "สักปากชมพู" (ปริมาณการค้นหา 2900 ครั้ง/เดือน)

วิเคราะห์ความสามารถในการแข่งขัน

จะเห็นว่าเว็บร้าน อ. หญิง จะอยู่ในอันดับที่ 5 ดังนั้นจุดประสงค์ของผมก็คือ การดันต่อให้ไปติดอันดับ 1 

ผมก็จะไล่จดค่าจาก Moz bar (แถบสีเทาใต้รายการ) Page Title, PA, DA, Link ของคู่แข่งที่อันดับดีกว่า และบันทึกค่าไว้ใน excel เพื่อความสะดวกในการวิเคราะห์ต่อไป

ตารางวิเคราะห์ keyword

จากตารางที่ได้บันทึกค่าไว้จะเห็นว่า

  • เว็บคู่แข่งแต่ละเว็บ เกิดมานาน เป็นที่รู้จักดีในวงกว้าง เช่น เว็ฐ Kapook, Pantip เป็นต้น และมีความแข็งแรงในเชิง SEO สูงมาก ดูได้จากค่า Domain Authoriy (DA) ตั้งแต่ 44-95 (จาก 100) ในขณะเดียวกันเว็บ อ. หญิง (ajying.com) มีค่า DA เพียง 15 ถือว่าต่ำ
  • Page Authority (PA) ของเว็บสักปาก ร้าน อ. หญิง อยู่ที่ 29 จัดว่ามีความสามารถในการแข่งขันระดับที่พอใช้ เมื่อเทียบกับคู่แข่ง
  • จะเห็นว่าเว็บ อ. หญิง และคู่แข่ง มีการทำ Onpage SEO ค่อนข้างดี กล่าวคือ มี keyword ใน Page Title กันหมด ตรงนี้ถือว่าไม่ได้เป็นแต้มต่อให้เว็บ ajying.com
  • ajying.com มี 72 ลิ้งค์ ถือว่าเป็น ปัจจัยหลัก ที่ทำให้เว็บ อ. หญิง ขึ้นมาติดหน้า 1 ได้
สรุปสิ่งที่ผมจะทำเพื่อให้อันดับดียิ่งขึ้น นอกจากสร้างลิ้งค์เพิ่มอย่างต่อเนื่องไปเรื่อยๆ แล้ว ผมยังต้องเพิ่ม content ในลักษณะบทความ ที่ให้ความรู้แก่ผู้เข้ามาเยี่ยมชมมากขึ้น นอกจากนี้เพิ่มรีวิวจากผู้ใช้งานจริงมากยิ่งขึ้นก็น่าจะช่วยได้ด้วย

ก่อนทีบทความจะยาวไปมากไปกว่านี้ ผมว่าจบก่อนดีกว่า.. อิอิ

ก็เหมือนเดิมนะครับ ทักทาย กันเข้ามาได้ ทีมงาน ยินดีรับคำ ติ ชม เพื่อนำไปแก้ไขต่อไป

อยากรู้เรื่องอะไร อยากให้เขียนหัวข้อไหน บอกมาได้เช่นกัน..

.. วันนี้ขอลาไปก่อน วันหน้าฟ้าใหม่ มาเจอกันในบทความต่อไป ครับ

  • Updated September 16, 2019
Click Here to Leave a Comment Below 2 comments
Avatar
น๊อท - April 22, 2017

ขอบคุณมากสำหรับเนื้อหา เป็นประโยชน์มากๆค่ะ
รบกวนขอสอบถามรายละเอียด สามารถติดต่อทางไหนได้บ้างคะ

Reply

Leave a Reply: