วิธีขายของออนไลน์ในเฟสให้รวยปี ปังๆ 2020 – ตัวอย่างจริง

ขายของออนไลน์ยังไงให้ได้กำไร

ร้านค้า Online เล็กๆ มีวิธีขายของออนไลน์ในเฟสยังไงให้รวย 10,000,000 บาท ต่อปี

วันนี้มีกรณีศึกษาจริงของลูกค้าบริษัทซิมเพล็กซ์ดิจิตอล รายนึงมานำเสนอกัน มาดูกันว่า ? เรานำ เทคนิคขายของออนไลน์ไหนมาใช้โปรโมท ศูนย์เลสิกเล็กๆ แห่งนึงใน กทม. ให้ขายของดีมีผลกำไรติดต่อกันมากว่า 3+ ปี

สารบัญ

โอเคมาเริ่มกันด้วยการ ดูรายละเอียดของโปรเจ็กนี้ คร่าวๆ กันก่อน ครับ..

ตัวอย่างวิธีการโฆษณาขายของออนไลน์ให้กับ ศูนย์เลสิกแห่งหนึ่งใน กทม.

ก่อนที่จะมาถึงมือทีมงาน ลูกค้ารายนี้ได้ใช้บริการการตลาดขายของออนไลน์กับบริษัทอื่นมา (เป็นบริษัทใหญ่อันดับต้นๆ ของบ้านเรา) ในงบประมาณเดือนละ 50,000 บาท แต่ ผลลัพธ์ที่ได้กลับไม่เป็นที่น่าพอใจ กล่าวคือยอดขายของออนไลน์ ไม่ได้อย่างที่คาดไว้

ผลลัพธ์หลังจากย้ายมาทำกับเราได้ 3 ปี กว่า เกือบ 4 ปี (ตั้งแต่ปี 2559 จนถึงปัจจุบัน) ด้วยเทคนิคขายของออนไลน์ที่เราใช้ (ซึ่งเดี๋ยวจะได้สารธยายกันต่อไป) ทำให้มีผลกำไร มาโดยตลอด

ตารางด้านบนแสดง รายได้ในแต่ละปีของลูกค้ารายนี้ แจกแจงได้ประมาณนี้ครับ

ตารางแสดงรายได้ลูกค้าจากการลงโฆษณา google

คร่าวๆ คือขายของได้จะอยู่ที่ประมาณ ปีละ 10 ล้านเศษ หรือ เดือนละ ล้านกว่าบาท

adwors-cost-breakdown.png
กราฟแท่ง - แสดงรายได้ 3 ปี

ดูรายได้กันไปแล้ว ต่อไปเรามาดูรายจ่ายหลักๆ บ้าง ด้านล่างเป็นกราฟแท่งแสดงค่าโฆษณาที่จ่ายให้กับ Google ในแต่ละเดือน (ในช่วงปี 2560-2561)

กราฟแท่ง - แสดงค่าโฆษณาใน adwords

จะเห็นว่า งบประมาณที่ใช้ในการขายของออนไลน์ ใช้ในการทำการตลาดของศูนย์นี้อยู่ที่ 3 หมื่นบาท ไม่เกิน

ต่อไปจะเป็นสถิติคร่าวๆ แสดงผลที่ได้จากการลงโฆษณาขายของออนไลน์ใน Google (Ads) ในช่วง 3 ปี กว่าที่ผ่านมา

กราฟ แสดงสถิติใน google ads

เอาล่ะครับ ได้เห็นตัวอย่างกันไปพอสมควรแระ สำหรับท่านที่รออยู่ว่าจะบอกวิธีขายของออนไลน์ แบบมีเป้าหมาย ขายยังไง ไม่ให้เจ๊ง ขายของยังไงให้มีกำไร ไม่ต้องรอแล้วนะ ท่านมาถึง ณ จุดๆ นั้น แล้ว วิธีทำอยู่ด้านล่าง …

เทคนิควิธีการโปรโมทของขาย Online เพิ่มลูกค้า เพิ่มยอดขาย ให้รวยๆ ปังๆ ปีนี้ 2563

เทคนิคการลงโฆษณาให้ได้ผล ถ้ารู้วิธี ขายของออนไลน์นั้นแบบที่ผมกำลังจะสาธยายเนี่ย ไม่ยาก มีเพียง 4 วิธีหลักๆ เท่านั้น ที่เราทำให้ลูกค้า ซึ่งจะไล่ลำดับไปตามความซับซ้อน ยุ่งยาก ไม่จำเป็นต้องทำทั้งหมดนะ และไม่จำเป็นต้องทำเรียงลำดับด้วย ดูเอาตามความเหมาะสม ตามเวลา และงบประมาณครับ ..

1. การตลาดออนไลน์แบบบ้านๆ คุณก็ทำได้ไม่ยาก

วิธีแรกนี้เป็นวิธีที่ซับซ้อนน้อยที่สุด ใครๆ ก็ทำกันโดยทั่วไป (แม้แต่ในบริษัทรับทำการตลาดขายของออนไลน์เองส่วนใหญ่ ก็ทำกันแต่แบบนี้แหละ) ซึ่งก็คือ

  1. การกำเงินไปจ่าย Google หรือ เว็บ Social Media อย่าง เฟสบุ้ค (Facebook) (ดูรูปด้านล่างประกอบ หมายเลข 1 สีเหลืองๆ)
  2. พอลงโฆษณาปุ๊บ ก็จะมีคนจาก เฟสบุ้คหรือกูเกิ้ล มาเข้าเว็บคุณ (หมายเลข 2)
traffic จากการซื้อโฆษณา ยิงตรงไปยัง eommerce site

เท่านี้ถือว่าเสร็จ เรียบง่ายมาก ซึ่งถ้าสินค้ามีคู่แข่งไม่มาก เท่านี้ก็เพียงพอครับ ?

แต่ถ้าในตลาดมีการแข่งขันสูง โอกาสที่การลงโฆษณาและทำเพียงเท่านี้ แล้วขายของได้โดยไม่ได้มีการปรับแต่ง และทดสอบโฆษณาเลยเนี่ย กำไรยาก ขาดทุนง่ายครับ ผมบอกเลย ณ จุดๆ นี้ ก็จะเป็นที่มาของประโยคยอดฮิต ที่ว่า..

“เอ๊ะ! ชั้นจ่ายเงินลงโฆษณาเดือนๆ ไม่รู้เท่าไร ไม่เห็นมันขายของออนไลน์ได้ ของขายไม่ดีเลยยย..” ?

2. วิธีจูนโฆษณาให้ขายของ แรงส์แซงคู่แข่ง - Ads Optimzation

เมื่อการทำวิธีที่ 1 ไม่เพียงพอสำหรับการอยู่รอด ในหัวข้อที่ 2 นี้ก็จะเริ่มมีบทบาทเข้ามาคือ จะเริ่มมีการขยับขยาย ปรับแต่งในฝากฝั่งของ platform ที่คุณไปลงโฆษณาไว้ เราจะเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า..

Ad optimization ซึ่งหมายถึง การปรับแต่งประสิทธิภาพของโฆษณา เพื่อให้ได้ ผลอย่างที่ตั้งเป้าไว้ ในขณะที่จ่ายเงินค่าโฆษณาให้เฟสบุ้ค (facebook Ads) หรือ Google ต่ำที่สุด ก็คือทำให้ CPC (ค่าโฆษณาต่อคลิก) หรือ CPM (ค่าใช้จ่ายต่อการแสดงโฆษณา 1000 ครั้ง) ต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้

ปรับปรุงประสิทธิภาพของโฆษณา

กิจกรรมที่ทำในหัวข้อนี้ ก็มีหลายอย่างด้วยกัน เช่น..

  • สร้างโฆษณา (Ad) อย่างน้อย 3 อัน มาทดสอบเทียบกัน ในช่วงเวลาที่กำหนด จะ 7 วัน 14 วัน (ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยเช่น งบน้อย งบมาก) แล้วดูว่า Ad ไหนสมรรถนะดีที่สุด เช่น สามารถขึ้นไปยืนอันดับสูงๆ บนๆ ของ Google (โดยทั่วไปโฆษณาอันดีๆ มักจะมีคนคลิกเยอะ ทำให้ร้านคุณที่ขายของออนไลน์ มักจะทำยอดขายมากขึ้นด้วย) ได้ โดยที่จ่ายค่าโฆษณาต่ำกว่าคู่แข่ง
  • ทดสอบจุดประสงค์ (Objective) ในการลงโฆษณา เทียบกัน เช่น Conversion VS Click to Web Site เป็นต้น
  • ทดสอบวัน เวลาที่ลงโฆษณา ให้เจอช่วงที่ขายของออนไลน์ได้ เช่น คุณขายเสื้อในเน็ต หลังจากลงโฆษณาไปช่วงนึงพบว่า วันเสาร์กลางคืนขายเสื้อไม่ดี เพราะคนไปเที่ยวหมด ก็จะงดลงโฆษณาในช่วงนัันไป แล้วนำงบไปลงวัน/เวลาอื่นแทน เป็นการโยกและใช้งบอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เป็นต้น
  • ทดสอบ demographic (ลักษณะของกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย) เช่น อายุอยู่ในช่วงไหน, เพศสภาพไหน ขายของออนไลน์ได้ไม่ได้ เป็นต้น ทดสอบไปเรื่อยๆ หลังลง Ad ไปซักพัก เมื่อคุณมาดูสถิติอาจพบว่า ผู้หญิง ซื้อเสื้อของคุณมากกว่าผู้ชาย 2 เท่าตัว ดังนั้นคุณอาจจะพิจารณาแสดงโฆษณาให้เฉพาะผู้หญิงเห็นเท่านั้น เป็นต้น
    หลังจากผ่านการปรับแต่งโฆษณามาได้ระยะนึง คีย์เวิร์ดคำกว้างๆ อย่าง ‘เลสิก’ ก็สามารถขึ้นไปยืน 1 ได้ใน Google
ตัวอย่างโฆษณา อันดับ 1 ใน Google

3. วิธีปรับแต่งเว็บไซต์ เพิ่มยอดขายสินค้าออนไลน์ - Conversion Optimization (CRO)

✨ต่อไปให้คุณ ลองจินตนาการดูนะครับ คุณไปเจอร้านนึงเข้า ขายของที่คุณอยากได้เลย แถมราคาได้ด้วย ทว่า พอเข้าไปในร้าน อืมม.. สกปรก หนูวิ่ง แมงสาบบินผ่านหัวคุณไปแบบเฉียดฉิว แล้วที่สำคัญคนที่กำลังขายของให้คุณ เมื่อดูสารร่างแล้วละม้ายคล้ายคลึงโจรป่า ไม่รู่ว่าจ่ายเงินไปจะได้ของไหม แถมมีสิทธิถูกปล้นสะดมอีกต่างหาก แบบนี้คุณยังอยากจะซื้ออยู่ไหม? ส่วนตัวนะ ไม่ว่าคุณจะใช้วิธีการขายของออนไลน์ขั้นเทพแค่ไหน ถ้าร้านคุณเป็นแบบนี้ สินค้าคุณเป็นแบบนี้ รอดยากครับ..

ดังนั้นสิ่งที่สำคัญมากๆ ที่คุณควรทำต่อไป คือ การสร้างความน่าเชื่อถือ (Trust) ให้กับร้านคุณ ครับ ..

CRO

กิจกรรมต่างๆ ที่ทำกันในหัวข้อที่ 3 นี้ ในภาษาอังกฤษเรียกว่า Conversion Optimizaton หรือเรียกย่อๆ ว่า CRO มีหลายอย่าง แต่ยกตัวอย่าง 3 อันดังนี้

  • นำสิ่งที่เรียกว่า Trust Badges เช่น สัญลักษณ์จ่ายเงินปลอดภัย, โลโก้ VISA, MASTER CARD เป็นต้น มาติดไว้ที่หน้าขายสินค้า ทำให้ว่าที่ลูกค้าคลายกังวลเรื่องความปลอดภัยในการชำระเงินไปได้มากโข เลยทีเดียว
  • นำรีวิวของลูกค้าเก่าๆ ที่ชื่นชอบในเนื้อผ้าเสื้อที่ซื้อไป มาแปะไว้หน้าสินค้า เป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่เป็นบวกเรื่องคุณภาพสินค้า/บริการ ในร้านคุณ
  • A/B Split Test lay out ของหน้าสินค้า 2 แบบ เพื่อดูว่ารูปร่างหน้าตา หน้าสินค้า ในร้านคุณแบบไหน ขายของออนไลน์ดีกว่ากัน

4. วิธีตามติดว่าที่ลูกค้า เพื่อปิดการขายของออนไลน์ - Follow Up

ข้อเท็จจริงที่แสนเศร้า ? มีอยู่ว่า คนที่คุณอุตส่าห์หามา ด้วยการเสียเงินลงโฆษณา และนำพามาเข้าเว็บไม่ใช่ทุกๆ คนจะถูกใจ ควักบัตรเครดิตรซื้อของจากร้านคุณทุกราย

จากที่ฝรั่งเขาทำวิจัยกันมา ใน 100 คน มีเพียง 1 คน เท่านั้น ที่จะซื้อของออนไลน์ในร้านคุณ ในครั้งแรก!! หมายความว่าที่เหลืออีก 99% ออกจากร้านคุณไป และจะเจ็บจิตมากที่ต้องรู้ว่า เขาเหล่านั้นอาจไปร้านคู่แข่งด้วยนี่สิ เอายังไงดีละทีนี้

remarketing ads

ดังนั้นในข้อ 4 นี้ สิ่งที่ผมและทีมงานทำให้ลูกค้ารายนี้ คือ การ follow up หรือ จะเรียกว่า re-marketing อย่างถูกต้อง ถูกที่ ถูกเวลา

คุณเคยไหมที่เวลาไปดูเว็บอะไรแล้ว หลังจากนั้นคุณก็จะเห็นโฆษณาจากเว็บนั้นตามหลอกหลอน มาขายของ ตลอดเวลา? นั่นแหละครับ เรียกว่า re-marketing DONE WRONG แปลว่า เป็นการ follow up หรือ re-marketing แบบที่ผิดมากกก ซึ่งรังแต่จะทำให้คุณอารมณ์ เสียมากกว่าที่จะซื้อของจากร้านนั้น

ดังนั้น ถ้าตกลงปลงใจว่าจะใช้กลไกนี้ในการตามติดปิดการขายของแล้ว ล่ะก็ ทำให้ดี อย่าแอบจิตใส่ว่าที่ลูกค้าของคุณมากนัก เพราะว่านอกจากจะขายของออนไลน์ไม่ได้แล้ว อาจส่งผลในแง่ลบต่อ Brand คุณได้ด้วยนะ จะบอกให้..

สรุป: ขายของออนไลน์ยังไงให้ได้กำไร ไม่เจ๊ง

  1. ตั้งงบโฆษณา แล้วกำตังค์ไปจ่าย Google เป็นต้น สร้าง Ad เสร็จ เปิดก๊อก เริ่มส่งคนไปเว็บคุณ
  2. ปรับปรุงประสิทธิภาพ Ad เพื่อลดต้นทุน ในขณะเดียวกันขายของออนไลน์ได้มาก
  3. ปรับแต่งเว็บไซต์ เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ หรือ ทำ CRO
  4. ตามไปปิดการขายของออนไลน์ด้วย หรือ re-market ด้วยสื่อต่างๆ เช่น ไลน์ เฟสบุ้ค กูเกิ้ล หรือ อีเมล์

แถมให้! วิธีการตั้งเป้าหมาย และวัดผล (Goal & Conversion Tracking)

การจะทำอะไรให้ดี ถ้าไม่มีเป้าหมาย (ให้วิ่งชน) คุณก็ทำอะไร ต่อมิอะไร ไปยังงั้นๆ แระ ไม่มีจุดหมาย เปลืองตังค์ เสียเวลาเปล่า สู้ไม่ทำ นอนเล่นยังดีเสียกว่า..

ตั้งเป้าหมาย และวัดผล

ในการลงโฆษณาโปรโมทขายของในร้านยิ่งต้องมี เป้าหมาย เพื่อการวัดผล และการปรับปรุงผลลัพธ์อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ถ้าคุณมีเป้าหมาย คืออยากให้มีว่าที่ลูกค้าติดต่อคุณมากขึ้น ถามเกี่ยวกับของขายในร้าน คุณก็อาจตั้งเป้าหมาย เช่น เพิ่มจำนวนครั้งที่คุณได้รับโทรศัพท์ หรือ ข้อความจากไลน์ ให้ไม่ต่ำกว่า 50 ครั้งต่อเดือน เป็นต้น ยิ่งไปกว่านี้ คุณยังสามารถใช้ปัจจัยเกื้อหนุนอ้อมๆ มาเป็นเป้าหมายเล็กๆ ย่อยๆ (Micro Goals) ก็ยังได้ เช่น มีคนดูวีดีโอ ในเว็บคุณไปกี่คนแล้ว แต่ละคนดูไปกี่เปอร์เซ็น แบบนี้ก็ยังได้

ปรึกษาทีมงาน SEOBooks

สำหรับท่านที่ต้องการเพิ่มยอดขายผ่านช่องทางออนไลน์ และ กำลังมองหาคนมาช่วยโปรโมทขายสินค้าให้ผ่านทาง Facebook หรือ Google และไม่ต้องการมานั่งปวดขมับทำเอง เอาเวลาไปใช้ชีวิตดีกว่า..

บทสรุป.. ทำยังไงให้ขายสินค้า/บริการ ไม่เจ๊ง ในยุค Covid19

วิธีการลงโฆษณาขายของออนไลน์เพื่อให้ของขายดี ทำได้หลายวิธี หลายรูปแบบ ถ้าสำรวจตลาดแล้วการแข่งขันไม่เป็นปัญหา ก็ไม่จำเป็นต้องทำอะไรให้มันยุ่งยากไป แต่ถ้ามีผู้เล่นในตลาดจำนวนมากคงต้องนำหลายๆ วิธี ที่ได้อธิบายในบทความนี้มาประยุกต์ใช้ ผสมผสานกัน

และที่ขาดเสียไม่ได้เลย ก่อนที่จะกำเงินไปจ่ายให้เฟสบุ้ค หรือ กูเกิ้ล หรือ ยูทูป คุณต้องเตรียมเป้าหมายที่วัดผลได้ ให้เรียบร้อยก่อน ไม่อย่างนั้นคุณอาจเสียเงินทอง หรือเวลาชีวิตไปอย่างน่าเสียดาย ก็ได้นะ..

  อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับผู้แต่ง คลิกที่นี่
Share on facebook
Facebook
Share on google
Google+
Share on twitter
Twitter
Share on linkedin
LinkedIn
Share on pinterest
Pinterest

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *