ปรับแต่ง SEO ใน Joomla

ตั้งค่า SEO กำหนดค่าตามมาตรฐานการทำงานของเสิร์ชเอนจิน (SEO) สำหรับ Joomla

  • เปลี่ยน URLs เป็ นแบบอ่านง่าย กำ หนดให้ ของหน้าเว็บรองรับการค้นหาของ เสิร์ชเอนจิน
  • ใช้ Apache mod_rewriteกำ หนดตรวจจบัและเขียน URL ของหน้าเว็บขึ้นใหม่เพื่อช่วยในการค้นหาของเสิร์ชเอนจิน
  • ใส่ .html ต่อท้าย URL ใส่นามสกุลของหน้าเว็บลงในส่วนท้ายของ URL
  • Unicode Aliases เป็นการเลือกแสดงชื่อ URL เป็นนามแฝง หรือแปลงเป็นภาษา Unicode
  • ใส่ชื่อเว็บลงในทุกหน้า มีชื่อหน้าเพจตอนเริ่มต้น และตอนจบเพจ

คลิกที่แถบไซต์แก้ไขเฉพาะบางส่วนที่จำเป็นเท่านั้น
seo-configuration-for-joomla

ทำให้ url joomla 1.5 เป็น search engine friendly

ทำให้ url joomla 1.5 เป็น search engine friendly เพื่อทำ seo แล้วมันมีประโยชน์อะไร คือ ช่วยให้เว็ยเราติดอันดับใน search engine ง่ายมากขึ้น เมื่อติดอันดับมากขึ้น คนก็เข้ามากขึ้นเป็นที่รู้จักมากขึ้น ปัจจุบันนี้ คนก็ใช้ search engine กันทั้งนั้น เรียกว่าแทบทุกคนเลยด้วยซํ้า คิดอะไรไม่ออกบอก google (สำหรับเมืองไทยนะ ต่างประเทศเขาก็นิยมอีกแบบตามแบบของเขา) มาดูดีกว่า

  • URL แบบที่ยังไม่เปิดใช้ search engine friendly

http://127.0.0.1/joomla15test/index.php?option=com_content&view=article&id=19:joomla-overview&catid=29:the-cms&Itemid=37เป็นแบบนี้เป็นที่จดจำยาก เต็มไปด้วยพารามิเตอร์และเซสชั่นมากมาย

  • URL แบบที่เปิดใช้ search engine friendly

http://127.0.0.1/joomla15test/joomla-overview/more-about-joomla/29-the-cms/19-joomla-overview.html ง่ายกว่าเดิมขึ้นเยอะ

global configuration in Joomla

การเปิดใช้งาน search engine friendly เข้าไปเปิดได้เลยที่ Global Configuration(รูปด้านบน)

จากนั้นตั้งค่าตามรูปเลย

seo settings in Joomla

seo settings in Joomla

จากนั้นไปแก้ไฟล์ htaccess.txt เป็น .htaccess

สำคัญคือ Alias ใน section,category,menu,content ใส่ให้หมดและห้ามซํ้ากัน เช่น http://www.youdomain.com/youcategory/18-joomla-youpage.html youcategory มาจาก Alias ของ category

18-joomla-youpage มาจาก Alias ของ content

http://www.youdomain.com/youpage.html youpage มาจาก Alias ของ menu มันจะทำให้ google ค้นหาเว็บเราได้ง่ายขึ้นใช้ได้กับโฮส Apache ที่เปิด mod_rewrite เท่านั้น

ส่วนถ้าเว็บคุณอยู่บน subdirectory เช่น http://www.yourdomain.com/th

ไฟล์ .htaccess ตรง

 

#RewriteBase / แก้เป็น RewriteBase /th

ในไฟล์ .htaccess ไม่ต้องแก้อะไรเลย

 

Google หน้าแรก พื้นฐานการทำให้เว็บติด

เครื่องมือค้นหา หรือ Search Engine นั้นมีจำนวนมาก ที่นิยมก็เซียน Google, Yahoo, Bing ซึ่งใช้มาตรฐานใกล้เคียงกัน ในการตัดสินว่าเว็บไหนควรอยู่บน ในอันดับของผลการค้นหาคำต่างๆ

  1. ซึ่งใช้มาตรฐานใกล้เคียงกัน ในการตัดสินว่าเว็บไหนควรอยู่บน ในอันดับของผลการค้นหาคำต่างๆนั่นคือ คร่าวๆ แแล้วพิจารณาจาก)
  2. เครือข่ายน่าเชื่อถือมั้ย? (link ที่มาถึง หรือส่งออก มีความเกี่ยวข้องกันจริงหรือเปล่าเป็นเว็บจริง หรือเว็บขยะ? เป็นเว็บที่น่าเชื่อถือมากน้อยแค่ไหน?)
  3. คำค้นปรากฏในหน้าเว็บอย่างเหมาะสมมั้ย? (คือ Keyword ต่างๆ ที่เราค้นหาในหน้าแต่ละหน้า ต้องเกี่ยวข้องกัน เป็นธรรมชาติมีปริมาณที่มากเหมาะสม หากมากเกินก็เข้าข่าย Spam คือจงใจปั่นอันดับ)

แน่นอนว่ากฏต่างๆ นั้นมีช่องโหว่ ทำให้หากรู้ช่องโหว่ ก็ทำให้ไต่อันดับได้เร็ว วิธีนี้เรียกว่าสายดำ (Black Hat SEO) เซียน แอบซ่่อนคีย์เวิร์ด, สร้างเว็บเองปริมาณมากและหลอกว่าเป็นเว็บคุณภาพ, แอบปลอมเป็นคนไปค้นหาใน Google และคลิกลิงก์ของตัวเองเยอะๆ ฯลฯ (การที่มีคนค้นหาใน Google และคลิกลิงก์ Google ย่อมเรียนรู้ตลอดเวลาว่าคนทั่วไปชอบอะไรอ่านอะไร คลิกอะไร และ Google ก็จะไปปรับอันดับใหม่เรื่อยๆ) ซึ่งถ้าหากโดนจับได้ก็จะถูกตัดแต้ม ไปจนถึงถูกแบนออกจากGoogle แต่อีกวิธีที่ผมแนะนำมาโดยตลอดคือการสร้างเนื้อหาที่ดีและทำตามกฏหรือมาตรฐานของการเขียนเว็บ วิธีนี้เรียกว่าสายขาว (White Hat SEO) ซึ่ง WordPress นั้นทำเชิงเทคนิคให้เกือบหมดแล้ว เหลือแต่ในด้านเนื้อหาที่เราต้องใส่ให้ถูกต้อง และแนะนำให้ลงปลั๊กอิน All In one SEO Pack

สร้างข้อมูลพื้นฐานของเว็บให้ Search Engine เข้่าใจ

ลงปลั๊กอิน All in One SEO แล้วกรอกค่าเริ่มต้นดังรูป หลักๆ คือ Enabled ปลั๊กอินตัวนี้แล้วกรอกชื่อ/คำอธิบาย/คีย์เวิร์ดนอกนั้นให้เป็นค่ามาตรฐานดีที่สุดแล้วเวลาแก้ไขข้อมูลในแต่ละหน้า (Page/Post) จะพบวามีชองให้กรอกเพิ่ม แนะนำให้กรอกให้ครบทุกหน้า และไม่ซ้ำกันที่เหลือจะเป็นพวกหัวข้อ (Heading 1-6) ใช้ให้เหมาะสม, รูปภาพ ตั้งชื่อให้มีความหมาย ใส่ Caption ให้มีความหมาย และหมั่นตรวจสอบสถิติคนเยี่ยมชมว่า เข้่ามาด้วยคีย์เวิร์ดอะไรบ้าง อันดับใดบ้าง แนะนำให้ใช้ Google Analytics และ Google Webmaster Tools

เทคนิคการปรับ Ranking ด้วย Search Engine Optimization (2)

แนวทางการปรับปรุงเว็บไซต์มหาวิทยาลัยกรุงเทพด้วย SEO

เว็บไซต์มหาวิทยาลัยกรุงเทพเป็นเว็บไซต์ที่มีขนาดใหญ่ และถูกใช้เพื่อเป็นกลยุทธ์ในการประชาสัมพันธ์ข่าวสารของ
มหาวิทยาลัย และหน่วยงานต่างๆ ซงึ่ ข้อมูล ที่เผยแพร่อยู่บนเน็ตมีจำนวนมาก แต่ขาดการออกแบบโครงสร้างที่ดี และยังไม่ได้คำนึงถึงแนวทางในการทำ SEO ดังนั้นจึงได้นำเสนอรูปแบบเพื่อใช้เป็นแนวทางสำหรับปรับปรุงเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยกรุงเทพ เพื่อให้มีผลต่อการจัดอันดับของ Search Engine ดังนี้.

  • Keyword Selection วิเคราะห์คำค้นหา (Keyword)ที่คาดว่ากลุ่มเป้าหมายจะนำไปใช้ โดยกลุ่มเป้าหมายของมหาวิทยาลัยกรุงเทพเป็น นักเรียนระดับมัธยมตอนปลายที่ต้องการศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา และคำค้นหา (Keyword) ที่คาดว่ากลุ่มเป้าหมายจะนำไปใช้คือคำว่า “มหาวิทยาลัย” หรือคำว่า “มหาวิทยาลัยเอกชน” จากปริมาณผลการค้นหาสามารถประเมินได้ว่าคำค้นหา (Keyword)ใดมีการแข่งขันมากน้อยเพียงใดดังภาพที่ 6 จากนั้นนำคำค้นมาเป็น Keyword สำหรับปรับปรุงเว็บไซต์ต่อไป
แสดงผลการค้นหาด้วยคำว่า “มหาวิทยาลัย”

ภาพที่ 6 แสดงผลการค้นหาด้วยคำว่า “มหาวิทยาลัย”
ที่มา: http://www.google.co.th

  • Site Architecture ออกแบบโครงสร้าเว็บไซต์
  • ปรับโครงสร้างเว็บไซต์ (Site Structure) ให้เนื้อหามีความสอดคล้องและเป็นหมวดหมู่ดังภาพที่ 7
แสดงแนวทางการจัดหมวดหมู่ข้อมูลบนเว็บไซต์

ภาพที่ 7 แสดงแนวทางการจัดหมวดหมู่ข้อมูลบนเว็บไซต์

  • ออกแบบ URL Structure ทั้งส่วนชื่อ WebPage และไฟล์ต่างๆ ให้สอดคล้องกับ Keyword เช่น http://www.bu.ac.th/th/services/services.php เปลี่ยนเป็น http://www.bu.ac.th/thai/university_services.php หรือหากต้องการระบุ Link ที่ชัดเจนถึง Service ที่ต้องการดู หากอยู่ภายในหน้าเดียวกันให้ใช้ Tag Anchor ช่วยในการสร้าง Link เช่น http://www.bu.ac.th/thai/
    university_services.php #Legal Assistance
    Office

จัดระบบ Navigation บนเว็บไซต์โดย พิจารณาถึง Internal Links และ ExternalLinks ดังนี้

  • Links ต่างๆ ที่เป็นหมวดหมู่หลักจะต้องประกอบด้วย Keyword
  • ออกแบบให้ Link ไปยังเนื้อหาต่างๆตามรูปแบบ Tree โดยไม่ควรให้เว็บเพจนั้นอยู่ลึกมากกว่า 4 คลิก
  • เว็บไซต์ภายใต้โดเมนของ bu.ac.thควรที่จะมีการ Link หากันอย่างเหมาะสม
  • พิจารณาถึง External Links จะต้องไม่มากกว่า 100 Links

ดทำ Sitemap ในที่นี้ขอยกตัวอย่างการสร้าง Sitemap ในรูปแบบ XML ไฟล์ด้วยเครื่องมือบนอินเทอร์เน็ต โดยเข้าไปที่
http://www.xml-sitemaps.com เว็บไซต์ดังกล่าวจะมีเครื่องมือสำหรับสร้างไฟล์ sitemap.xml ให้อัตโนมัติ แต่การใช้เครื่องมือดังกล่าวจะต้องทำหลังจากจัดทำเว็บไซต์เสร็จเรียบร้อยเมื่อได้ไฟล์ดังกล่าวสามารถนำไปใช้กับ Google Webmaster Tools ในส่วน Sitemaps เพื่อให้ Googlebot ที่เป็น Web Crawlers เข้ามาเก็บข้อมูลได้ทั่วทั้งเว็บไซต์

  • Content Development การจัดทำเนื้อหาเว็บไซต์
  • ปรับปรุง Content ภายในเว็บเพจใหม่โดยเพิ่ม Keyword ที่ต้องการ โดยต้องคำนึงถึงเรื่อง Density of Keywords ให้มีความเหมาะสมกับเนื้อหาที่อยู่ภายในหน้าเว็บนั้น
  • ใส่ Head Tag หรือ Tag อื่นเช่น <B> หรือ <Strong>เน้นคำที่เป็น Keyword ภายใน Content ยกตัวอย่างเช่น <h1>Bangkok University</h1> หรือ <strong>Bangkok University</strong>
  •  เพิ่ม Keyword ในส่วน Meta Keyword Tag และ Meta Description Tag ยกตัวอย่างเช่น
    <META NAME=”Keywords” lang=”en” CONTENT=”Bangkok University,Thai University, International College
    Bangkok”><META NAME=”Keywords”lang=”th” CONTENT=”มหาวิทยาลัยกรุงเทพ,ม.กรุงเทพ, มหาวิทยาลัย, รังสิต,กล้วยน้ำไท”>

ในส่วนของรูปภาพต่างๆ จะต้องใส่ Image ALT Tag หรือนำ CSS เข้ามาช่วยในการแทรก Keyword ยกตัวอย่างเช่น <imgsrc=”Bangkok_University”alt=”มหาวิทยาลัยกรุงเทพ”>

  • Linking Strategies กลยุทธ์การเชื่อมต่อเว็บไซต์(Links)
  • ลงทะเบียนเว็บไซต์ตาม Web Directoryต่างๆ (Directory Submission) เช่น www.eduzones.com www.dek-d.com
  • ประสานกับหน่วยงานที่มีการติดต่อกับองค์การศึกษาหรือหน่วยงานราชการต่างๆเพื่อขอแลก Link ลงในเว็บไซต์

บทสรุป

การศึกษาครั้งนี้เป็นการทดสอบแนวความคิดการปรับปรุงเว็บไซต์โดยใช้เทคนิค Search Engine Optimization(SEO) โดยเริ่มตั้งแต่การออกแบบ Site Architecture ของเว็บไซต์ลักษณะรูปแบบของ Content ที่ดีไปจนถึงเรื่อง Links เพื่อให้ชื่อเว็บไซต์ถูกแสดงอยู่ในอันดับ (Rank) ต้นๆ เมื่อถูกค้นหาโดย Search Engine ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อองค์กรในหลายๆด้านโดยเฉพาะอย่างยิ่งโอกาสในการสร้างช่องทางการตลาดใหม่ๆอย่างไรก็ตามการใช้เทคนิค Search Engine Optimization (SEO)จำเป็นต้องใช้ระยะเวลาการปรับอันดับในระยะเวลาหนึ่งเนื่องจากต้องรอ Search Engine เข้ามาเก็บข้อมูลบนเว็บไซต์และจัดทำดัชนี (Index) ใหม่อีกประการหนึ่งการปรับอันดับเว็บไซต์ให้ดีขึ้นจะทำได้ยากหาก Keyword ที่เลือกใช้เป็นที่นิยม เพราะการแข่งขันในเรื่องอันดับ (Rank) ของเว็บไซต์มีการแข่งขันสูงเนื่องจากหลายองค์กรได้ให้ความสำคัญกับการใช้เทคนิค Search Engine Optimization(SEO) กับเว็บไซต์ของตนเองเช่นเดียวกัน ดังนั้นจึงควรพิจารณาเลือกใช้ Keyword ที่เหมาะสมกับตนเองด้วย

Author: นิธิศ จิรัชยะกูล, นพดล ชาติรังสรรค์ – มหาวิทยาลัยกรุงเทพ

เทคนิคการปรับ Ranking ด้วย Search Engine Optimization (1)

กรณีศึกษา เว็บไซต์มหาวิทยาลัยกรุงเทพ

บทความนี้นดำเสนอการปรับปรุงส่วนต่างๆ ของเว็บไซต์มหาวิทยาลัยกรุงเทพด้วยเทคนิค Search Engine Optimization(SEO) ที่จะส่งผลให้ชื่อเว็บไซต์ถูกแสดงอยู่ในอันดับต้นๆ ของการแสดงผลจากการค้นหาโดยSearchEngine เทคนิคนี้จะแบ่งออกเป็นสามส่วน หลัก โดยเริ่มต้นตั้งแต่การเลือกพื้นที่จัดเก็บเว็บไซต์ (Hosting) การออกแบบลักษณะข้อมูลเนื้อหาบนเว็บเพจ (Contents) ไปจนถึงการ เชื่อมต่อเว็บไซต์ (Links) ที่จะทดำให้ Web Crawlers เข้ามาเก็บข้อมูลจากเว็บไซต์และนดำไปจัดทดำดัชนี (Index) บนฐานข้อมูลของ Search Engine กรณีศึกษานี้จะนดำกระบวนการพัฒนาเว็บไซต์ในรูปแบบ SEO Cycle เป็นขั้นตอนการดำเนินการ โดยมีเป้าหมายคือทดำให้เกิดการ ปรับการจัดอันดับ(Rank) การแสดงผลเว็บไซต์ให้อยู่ในอันดับที่สูงขึ้นซึ่งจะทดำให้เกิดประโยชน์ทั้งในด้านการตลาดการประชาสัมพันธ์และ อื่นๆ อีกมาก

บทนำ

ปัจจุบันปริมาณผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตมีเป็นจำนวนมากและมีอัตราการเพิ่มของผู้ใช้งานใหม่อย่างต่อเนื่อง ดังแสดงให้เห็นในภาพ ที่ 1 ดังนั้นองค์กรต่างๆ จึงจำเป็นต้องมีเว็บไซต์เพื่อใช้เป็นช่องทางสื่อสารบนอินเทอร์เน็ตสำหรับการประชาสัมพันธ์ข่าวสารต่างๆ การสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับองค์กรหรือประโยชน์ในด้านอื่น ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตที่เข้ามาชมเว็บไซต์อาจเข้ามาจากทางตรงหมายความว่า ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตจะต้องรู้จักชื่อของเว็บไซต์นั้น(DomainName) ยกตัวอย่างเช่นwww.bu.ac.th แต่โดยทั่วไปแล้วผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตในปัจจุบันมักใช้เครื่องมือสืบค้นข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตเพื่อหาเว็บไซต์ที่ตนเองต้องการ และเนื่องจากจำนวนเว็บไซต์มีปริมาณมากและเพิ่ม จำนวนขึ้นตลอดเวลา ทำให้เกิดการแข่งขันกันเพื่อที่จะทำให้เว็บไซต์ของตัวเองได้รับการจัดอันดับอยู่ในลำดับต้นๆ เพื่อที่จะให้คนรู้จัก
และเข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์ได้ง่าย

internet users statistic thailand

ภาพที่ 1 กราฟสถิติจำนวนผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตในประเทศไทย สำรวจโดยNECTEC
ที่มา: http://internet.nectec.or.th/webstats/internetuser.iir?Sec=internetuser

Search Engine คือเครื่องมือสืบค้นข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตโดย SearchEngine ที่ได้รับความนิยมสูงสุดในปัจจุบันคือ Google ซึ่งจัดอยู่ในประเภท Crawler Based Search Engine ซึ่งมีผู้ใช้ถึง55.2 % (Search Engine Rating, 2010) โดยลักษณะการทำงานฃของ Search Engine ประเภทนี้คือจะส่งโปรแกรมที่เรียกว่า Web Crawlers หรือ Web Spiders หรือ WebRobots (สำหรับ Google จะเรียกว่า Googlebot) ไปเก็บหรือสำเนาข้อมูลเว็บเพจหน้าใหม่ หรือที่มีการปรับปรุงแล้วนำไปจัดเก็บบนฐานข้อมูลเพื่อทำการประมวลผล และจัดทำดัชนีที่เรียกว่าการ Index ดังภาพที่ 2

จำลองการทำงานของ Web Crawlers

ภาพที่ 2 จำลองการทำงานของ Web Crawlers
ที่มา: http://www.prlog.org/10143815-web2db-responseto-users-requirement.html

การใช้งาน Search Engine โดยทั่วไปเพียงแค่กรอกคำค้นหาหรือที่เรียกว่า Keyword เท่านั้น Search Engine จะไปค้นหาข้อมูลเนื้อหาเว็บเพจที่ถูกจัดเก็บบนฐานข้อมูลโดยจะนำข้อมูลที่ตรงกับ Keyword แสดงเป็นรายชื่อของเว็บเพจเรียงลงมาตามอันดับซึ่ง Search Engine อาจแบ่งรายชื่อเว็บเพจออกเป็น10 รายชื่อต่อหนึ่งหน้า การจัดเรียงอันดับรายชื่อเว็บเพจนี้เรียก
ว่า Rank ดังภาพที่ 3 ซึ่งทุกองค์กรจะต้องให้ความสำคัญเพราะนั่นหมายถึงโอกาสที่ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายของแต่ละองค์กรจะสามารถพบและเข้ามาชมเว็บไซต์ได้ โดยถ้าเว็บไซต์ของเราได้รับการจัดอันดับอยู่อันดับต้นๆ อย่างต่อเนื่องก็จะส่งผลให้มีผู้เข้ามาเยี่ยมชมอย่างสม่ำเสมอ (Junghoo Cho,2004) อย่างไรก็ตามเนื่องจากมีเว็บไซต์อยู่เป็นจำนวนมาก ทำให้เว็บไซต์ของเราไม่ได้รับการจัดอันดับอยู่ในอันดับต้นๆ และผู้ใช้อาจหาเว็บไซต์ของเราไม่พบซึ่งจะทำให้สูญเสียโอกาสทางธุรกิจได้ดังนั้นการศึกษานี้จะศึกษาถึงแนวทางเทคนิคที่ทำให้เว็บไซต์ถูกแสดงในอันดับต้นๆ ของการค้นหา โดยใช้วิธีที่เรียกว่าการทำ Search Engine Optimization (SEO)

แสดงอันดับรายชื่อเว็บไซต์ที่ค้นหาด้วย Keyword “University”

ภาพที่ 3 แสดงอันดับรายชื่อเว็บไซต์ที่ค้นหาด้วย Keyword “University”
ที่มา: http://www.google.com

Search Engine Optimization

Search Engine Optimization (SEO) คือเทคนิคการปรับแต่งเว็บไซต์เพื่อให้เว็บไซต์อยู่ในอันดับต้นๆ (Rank) ของการแสดงผลจากSearchEngineการพัฒนาเว็บไซต์ทั่วไปที่นำเทคนิคSEO ไปใช้สามารถแบ่งขั้นตอนออกเป็นส่วนต่างๆ ได้ดังภาพที่ 4

  • Competitive Landscape รู้จักตนเอง กำหนดเป้าหมาย และศึกษาคู่แข่ง
  • Keyword Selection วิเคราะห์คำค้นหา (Keyword) ของกลุ่มเป้าหมาย
  • Site Architecture ออกแบบโครงสร้าเว็บไซต์
  • Content Development การจัดทำเนื้อหาเว็บไซต์
  • Linking Strategies กลยุทธ์การเชื่อมต่อเว็บไซต์ (Links)
  • Analysis&Reporting วิเคราะห์และประเมินผล
  • SEO Business Analysis วิเคราะห์ความคุ้มค่าของการใช้เทคนิค SEO
Search Engine Optimization (SEO) Cycle

ภาพที่ 4 Search Engine Optimization (SEO) Cycle

เมื่อพิจารณาขั้นตอนการพัฒนาเว็บไซต์จะพบว่าส่วนที่เกี่ยวข้องกับเทคนิค Search Engine Optimization (SEO)จะประกอบไปด้วย 3 ส่วน คือ Site Architecture, Content Development และ Linking Strategies ซึ่งในแต่ละส่วนจะมีรายละเอียดขั้นตอนการปรับแต่งเว็บไซต์ดังภาพที่ 5

1. Site Architecture โครงสร้างเว็บไซต์

  • Hosting จะต้องมีความเสถียร หากเว็บไซต์ไม่สามารถใช้งานได้เปิดปกติแล้ว Web Crawlers เข้ามาเก็บข้อมูลในขณะนั้นพอดีก็จะส่งผลต่อการ จัดทำดัชนี (Index)
  • Domain ของเว็บไซต์ที่มีการจดทะเบียนมานาน จะส่งผลต่อความน่าเชื่อถือ
  • Sitemap ของเว็บไซต์ควรทำให้ถูกต้องสมบูรณ์เนื่องจาก Web Crawlers จะสามารถเข้ามาเก็บข้อมูลบนเว็บไซต์ได้สะดวกยิ่งขึ้น และทำให้ผู้ใช้สามารถค้นหาข้อมูลต่างๆ ที่อยู่ภายในเว็บไซต์ได้ สะดวก (Pilgrim, 2007)
  • URL Structure หรือโครงสร้างของเว็บไซต์ควรมีการวาง Keyword แทรกอยู่ไม่ว่าจะเป็นหน้าเว็บเพจหรือไฟล์ต่างๆ ดังนี้ /keyword.html/keyword1/keyword.html

2. Contents เนื้อหาข้อมูลเว็บเพจ

  • Unique Content and Frequency of change หมายถึงเนื้อหาไม่ควรซ้ำคำกับของเว็บไซต์อื่นและ มีการปรับเปลี่ยนเนื้อหาอยู่เป็นประจำ
  • Keyword Formatting หากข้อความใดภายใน Content ที่เป็น Keyword ควรเน้นเป็นพิเศษ เช่นการใช้ Tag <B> หรือ <Strong>
  • การแทรก Keyword ที่ควรแทรกไว้ใน Tags ต่างๆ ดังนี้

 

  • Title Tag – <TITLE></TITLE>
  • Head Tag – <H1></H1>,<H2></H2>,<H3></H3>
  • Meta Keyword Tag
  • Meta Description Tag
  • Image ALT Tag
  • Density of Keywords ควรระวังไม่ให้มี Keyword แทรกเกิน5 % ของเนืื้อ หาทงั้ หมดบนหน้าเวบ็ เพจเนื่องจาก Search Engine จะถือว่าเป็น Spam

3. Links การเชื่อมต่อของเว็บไซต์ โดยการศึกษานี้จะอธิบายถึง Link จากเว็บไซต์อื่นมายังเว็บไซต์ตนเองเท่านั้นเนื่องจากการ Link จากเว็บไซต์ตนเองไปเว็บไซต์อื่นหรือที่เรียกว่า Outbound Link จะทำให้ส่งผลเสียต่อการจัดอันดับของ Search Engine

  • Inbound Link คือ Link จากเว็บไซต์อื่นในรูป Text ที่เป็น Keyword
  • Link from Similar Sites คือ Link จากเว็บไซต์อื่นที่มีเนื้อหาคล้ายกัน
  • Links from .edu and .gov คือ Link จากเว็บไซต์การศึกษาหรือหน่วยงานราชการ
  • Number of Backlinks คือ จำนวน Link จากเว็บไซต์อื่น
  • Anchor Text of Internal Links คือ Anchor Text ที่เป็น Links ไปยังเว็บเพจต่างๆ ภายในเว็บไซต์
องค์ประกอบหลัก 3 ส่วนของเทคนิค Search Engine

ภาพที่ 5 องค์ประกอบหลัก 3 ส่วนของเทคนิค Search Engine
Optimization (SEO)

นอกจากนี้เทคนิคต่างๆ ที่กล่าวมาทาง Google ยังได้แนะนำแนวทางเบื้องต้น 10 ขั้นตอนสำหรับการทำ SEO (Google)และการที่เว็บไซต์จะได้รับการจัดอันดับที่ดีจาก Search Engineนั้นต้องพิจารณาถึง Web metrics ต่างๆ เช่น Page Rank สำหรับใช้วัดความสำคัญของเว็บเพจโดยมีค่าตั้งแต่ 0 ถึง 10 ซึ่งตัวเลขยิ่งสูงหมายถึงมีโอกาสได้รับการจัดอันดับที่ดีกว่าหรือ Link Structure เพื่อให้การเชื่อมโยงภายในเว็บเชื่อมต่อกันอย่างเป็นระบบ เป็นต้นซึ่งสิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นถงึ คณุ ภาพของข้อมูลที่อยู่ในเว็บ ไซต์ขององค์กร (Devanshu Dhyani, 2002) อีกทั้งการที่จะทำให้เว็บไซต์ขององค์กรได้เลื่อนอันดับจาก Search Engine นั้น ควรที่จะพิจารณาถึงวิธีการที่ใช้ในการพัฒนาเว็บไซต์ด้วย (Heng, 2008)(Webmaster Guidelines)

มีต่อนะครับ >> เทคนิคการปรับ Ranking ด้วย Search Engine Optimization (2)

Author: นิธิศ จิรัชยะกูล, นพดล ชาติรังสรรค์ –  มหาวิทยาลัยกรุงเทพ

วิธีการทำ SEO

โดยการทำ SEO เพื่อให้เว็บติดชาร์ทของ search engine มีหลายวิธีได้แก่

1. การใส่ Meta Tag

ซึ่งการใส่ Meta Tag เป็นวิธีที่ง่ายที่สุดที่เว็บมาสเตอร์ของเว็บไซต์ ต่างๆจะเริ่มต้นในการทำSEOซึ่งสามารถทำได้ดังนี้

การใส่ meta tag

รูปแบบการใส่ Meta Tag

 

วิธีการใส่แท็ก Meta Tag
ให้ทำการใส่ Meta Tag ตามรูปแบบด้านบนไว้ในส่วนของแท็ก Head บน โครงสร้างเว็บเพจ HTML ของเว็บไซต์ซึ่งหากเป็นการใส่ในหน้าแรกหรื หน้า HomePage ก็ให้ใส่ข้อมูลที่เป็นรายละเอียดที่เกี่ยวข้องของเว็บไซต์ทั้งหมดแต่หากเป็นในส่วนของเว็บเพจหน้ารองก็ให้ใส่ ข้อมูลรายละเอียดและคาค้นในส่วน Content ที่เกี่ยวข้องเฉพาะในหน้าเพจนั้นๆแต่ไม่ต้องใส่แท็ก

<META name=”robots”content=”index,follow”> ดังตัวอย่าง

ตัวอย่างการใส่ Meta Tag ให้กับหน้าโฮมเพจ

ตัวอย่างการใส่ Meta Tag ให้กับหน้าโฮมเพจ

ตัวอย่างการใส่ Meta Tag ให้กับหน้าเว็บเพจรองๆ

โดยไม่ต้องระบุส่วน <meta name=”robots” content=”index,follow”>

ตัวอย่างการใส่ Meta Tag ให้กับหน้าเว็บเพจรองๆ

ตัวอย่างการใส่ Meta Tag ให้กับหน้าเว็บเพจรองๆ

2. การจัดรูปแบบเว็บให้ถูกหลัก SEO

วิธีการนี้จะทำให้บอทรู้จักเว็บไซต์ของเราได้ง่ายขึ้นโดยการจัดการเว็บเพจแต่ละหน้าควรกระทำตามรายละเอียดดังนี้

2.1 การตั้งชื่อไฟล์และชื่อโฟลเดอร์

โดยการตั้งชื่อไฟล์และชื่อโฟลเดอร์ที่เกี่ยวข้องกับเว็บเพทต่ละหน้า นั้นควรตั้งชื่อให้สื่อความหมายหรือมีคีย์เวิร์ดปนด้วยไม่ว่าจะเป็นชื่อของเพจ .html หรือ .php ฯลฯ รวมทั้งชื่อโฟลเดอร์ที่เก็บไฟล์รูปและไฟล์เอกสารเว็บเพจนอกจากนี้ชื่อรูปต่างๆที่ใช้ประกอบหน้าเว็บ เพจก็ควรเป็นข้อความที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาของเพจนั้นๆด้วยยกตัวอย่างเช่นหน้าเว็บเพจนี้แสดง เกี่ยวกับประวัติมหาวิทยาลัยพิษณุโลกที่มีการกาหนดคีย์เวิร์ดเป็น
ควรตั้งชื่อไฟล์และโฟลเดอร์ดังนี้

  • ชื่อไฟล์คือplu_profile.php
  • ชื่อโฟล์เดอร์ที่เกี่ยวข้องกับหน้าเพจนี้คือ plu_profile

2.2 เมนูของเว็บไซต์

การตั้งชื่อเมนูและตาแหน่งของเมนูในหน้าของเพจมีส่วนสาคัญ อย่างยิ่งสาหรับการจัดการเว็บเพจให้ถูกหลัก SEO ซึ่งจะต้องตั้งชื่อเมนูให้มีความหมายและควรวาง
ตำแหน่งของลิงค์เมนูที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์ของเราไว้บริเวณส่วนบนสุดของเพจเนื่องจากบอทจะทำการอ่านข้อมูลจากด้านบนของเพจหากเจอลิงค์เมนูบอทก็จะตามลิงค์เข้าไปกวาดข้อมูลในหน้าถัดไป ด้วยซึ่งบอทยิ่งตามเข้าไปเก็บข้อมูลมากก็จะมีผลดีต่อเว็บไซต์ของเราแต่บอทจะไม่กวาดตามเข้าไปใน ทุกๆลิงค์เมนูของหน้าเพจแต่จะตามลิงค์เข้าไปแค่300ลิงค์แรกของหน้าเพจเท่านั้นดังนั้นจึงไม่ควร ที่จะนาลิงค์เมนูเว็บของเราไปวางที่ตาแหน่งล่างๆเพราะจะหมดโอกาสที่จะถูกบอทเก็บข้อมูลและใน ขณะเดียวกันก็ไม่ควรที่จะนาเมนูลิงค์เชื่อมโยงไปยังไซต์อื่นๆมาวางไว้ที่ตาแหน่งด้านบนเพราะจะทำ ให้บอทเก็บข้อมูลเว็บอื่นๆไปก่อนเว็บของเราสังเกตตัวอย่างได้จากการลิงค์แบนเนอร์แลกลิงค์หรือ แลก text link ซึ่งเป็นลิงค์ที่ออกนอกไซต์ (Outbound Link) จะถูกแสดงอยู่บริเวณด้านล่างของ เว็บเพจ

2.3. การควบคุมจานวนของOutboundLinkหรือลิงค์ที่เชื่อมโยงออกนอก

เว็บไซต์ควรที่จะมีไม่มากนักทั้งนี้เนื่องจาก Search Engine อย่าง Google.com จะพิจารณาจานวนของลิงค์ที่ทาการเชื่อมโยงกับเว็บไซต์ของเราทั้ง Outbound Link และ Inbound Linkซึ่งหาก Outbound Linkของเว็บไซต์เรามีเยอะมากจะทาให้ค่า PR (PageRank) ของเรามีค่าน้อยซึ่งจะมีผลต่อการจัดลาดับรายการค้นหาทาให้อันดับของเว็บไซต์เรา ลดลง

2.4.การใช้CSSแบ่งส่วนต่างๆของเว็บแล้วมีการเรียกเข้ามาใช้งานในเพจ

ซึ่งจะช่วยให้บอทสามารถโหลดเก็บส่วนต่างๆของเว็บได้ง่ายขึ้นดังรูปแบบด้านล่าง

การแบ่งส่วนประกอบของเว็บด้ วย CSS Layout

การแบ่งส่วนประกอบของเว็บด้ วย CSS Layout

2.5. ทำขนาดของเว็บเพจให้เล็กที่สุด

วิธีการนี้ถือเป็นเรื่องที่สาคัญและเห็นผลชัดเจนเนื่องจาก Google จะให้ ความสาคัญกับขนาดของไฟล์ซึ่งยิ่งมีขนาดเล็กเท่าไรได้ยิ่งดีเพราะหากเว็บที่มีข้อมูลต่างๆเหมือนกัน แต่แตกต่างกันที่ขนาดของไฟล์จะทำให้เว็บไซต์ที่มีขนาดหน้าเว็บเพจเล็กกว่าทำอันดับดีกว่าซึ่งขนาด หน้าเว็บเพจควรมีขนาดไม่เกิน 32 kb.โดยเฉพาะหน้าโฮมเพจควรจัดการให้มีขนาดเล็กที่สุดเข้าไว้ เพื่อที่จะได้ทำอันดับสูงๆใน Search Engine อย่าง Google

การใส่ Head และ Bold Text

การเลือกใส่Headและ Bold Text ควรจะพิจารณาจากเนื้อหาในหน้าเอกสารนั้นๆ เป็นหลักโดยปกติแล้วเราจะใส่ในส่วนที่สาคัญกับข้อมูลซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในส่วนบนของหน้าซึ่งจะ สังเกตพบและเห็นได้ทันทีรวมทั้งคา(Keyword)ที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลในหน้านั้นและส่วนสรุปของ ข้อมูลซึ่งส่วนที่จะทำการใส่Headและ Bold Text มีดังนี้

  • หัวข้อเรื่องหรือหัวข้อรายละเอียด
  • ย่อหน้าแรกซึ่งถือเป็นประโยคที่จะสื่อให้ทราบถึงรายละเอียดของข้อมูล
    ทั้งหมด
  • Keywordที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลในหน้านั้นๆ
  • ส่วนสรุปเนื้อหาซึ่งอยู่บริเวณล่างสุดของเพจ

รูปแบบการใส่ Head และ Bold Text มีดังนี้

  1. การใส่ h1,h2,h3 การใส่ขนาดข้อความโดยใช้Headใน การทำ SEO เป็นส่วนที่มีความสาคัญเนื่องจากบอทจะมองว่าข้อความที่ใส่ Head มีความสาคัญกว่าข้อความปกติ โดยเฉพาะ h1 ซึ่งจะให้ความสาคัญมากที่สุดรองลงมาคือ h2,h3 ตามลาดับโดยปกติควรใส่ Head ในส่วนของหัวข้อเนื้อหาในเพจและส่วนย่อหน้าแรกของเนื้อหาของเว็บ
  2. การใส่ <b> (BoldText) หรือ <strong> การใช้ข้อมูลแบบ Bold text และStrongมักใช้ในการเน้นคาที่มีความสาคัญในเนื้อหาให้เป็นตัวหนาเช่นในส่วนของ Keywordเพราะคำที่เป็นลักษณะ Bold text และStrongในเนื้อหาบอทหรือ Search Engineจะ ให้ค่าคะแนนความสาคัญกว่า text ปกตินอกจากใส่ในส่วนของคาแล้วอาจใช้ในส่วนสรุปในบริเวณสุดท้ายของเพจได้เช่นเดียวกัน
  3. การใส่ <i> (ItalicText) การใส่ข้อความที่เป็นตัวเอียงก็มีความสาคัญกว่าการใส่ Text แบบธรรมดาเหมือนกันแต่เป็นแบบที่ไม่นิยมเพราะเมื่อกาหนดข้อความเป็นตัวเอียงแล้วจะทาให้อ่านยากแต่ก็มีSearchEngineบางตัวที่ให้ความสาคัญกับการใส่ Italic

แนวทางในการทำเว็บให้เป็นที่นิยมหรือติดชาร์ทอันดับต้นของSearchEngineชื่อดังต่างๆโดยใช้ หลักการทำSEOซึ่งกาหนดวิธีการทำไว้4วิธีได้แก่
1)การใส่ Meta Tag 2)การจัดการเว็บให้เป็นไป ตามหลัก SEO 3)การใส่ Head and Bold Text รวมถึงการใช้โมดูล Mod Rewrite สร้างเงื่อนไข
เพื่อเปลี่ยนแปลงรูปแบบของURLที่อ้างไปยังเว็บเพจให้มีลักษณะที่สั้นกะทัดรัดและสื่อความหมาย

Author: การออกแบบและการเขียนโปรแกรมเว็บ โดย ปราโมทย์ สิทธิจักร

SEO คืออะไร?

1. ความหมายและเหตุผลที่ต้องทำ SEO

SEO ย่อมาจาก Search Engine Optimization คือการปรับปรุงปรบแต่งหน้าเว็บไซต์และการออกแบบโครงสร้างเว็บไซต์เพื่อให้เหมาะสมกับ SearchEngine ต่างๆเพื่อทำอันดับ ให้เว็บไซต์ถูกแสดงผลในอันดับต้นของ Search Engine เหตุผลที่จะต้องทำ SEO ให้กับเว็บที่พัฒนาแล้วเสร็จก็เพื่อที่จะทำให้มีผู้เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ของเรามากๆซึ่งการทำ SEO สามารถช่วยได้โดยเมื่อได้ทำ SEO กับเว็บไซต์ของเราแล้วเมื่อ มีคนทำการค้นหาเช่นใน Search Engine ของ Google,Yahoo หรือ MSN จะทำให้เว็บไซต์ของเรา แสดงผลในลับดับต้นๆของ Search Engine และเมื่อเว็บของเราถูกแสดงในลาดับต้นๆย่อมเป็นการดี เพราะจะมีโอกาสที่ผู้ค้นหาจะคลิกเข้ามายังเว็บไซต์ของเราทำให้มีคนเข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ของเรามาก

2.หลักการทำงานของ Search Engine

เพื่อให้การทำSEOมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นนักออกและพัฒนาเว็บควร
จะต้องเรียนรู้หลักการทำงานของSearchEngine ซึ่งสามารถจาแนกออกได้3ประเภทได้แก่

2.1 แบบอาศัยการเก็บข้อมูลเป็นหลัก (Crawler-Based SearchEngine)

หลักการทำงานของ crawler based search engines

หลักการทำงานของ crawler based search engines

Search Engine ประเภทนี้จะใช้หลักการที่เรียกว่าCrawler-Based Search Engine เป็นเครื่องมือที่ทำการบันทึกและเก็บข้อมูลเป็นหลักซึ่งเป็นประเภทSearch
Engineที่ได้รับความนิยมมากที่สุด

ในปัจจุบันซึ่งการทำงานจะใช้โปรแกรมตัวเล็กๆที่เรียกว่า Web Crawler หรือSpider หรือที่เรียกอีกอย่างว่า Search Engine Robots ทำหน้าที่คล้ายกับแมงมุมโดยจะทำการไต่ไปยังเว็บไซต์ต่างๆทั่วโลกอินเตอร์เน็ต

โดยอาศัยไต่ไปตามURLต่างๆที่มีการ เชื่อมโยงอยู่ในแต่ละเพจแล้วทำการSpiderกวาดข้อมูลที่จาเป็นต่างๆ (ขึ้นอยู่กับ Search Engine แต่ละที่ว่าต้องการเก็บรวบรวมข้อมูลอะไรบ้าง)

แล้วเก็บลงฐานข้อมูลซึ่งการใช้โปรแกรมกวาดข้อมูล แบบนี้ทำให้ข้อมูลที่ได้มีความแม่นยาและสามารถเก็บรวบรวมข้อมูลได้เร็วมาก Search Engine ที่จัด อยู่ในประเภทนี้เช่น Google, Yahoo และ MSN เป็นต้น

2.2 แบบสารบัญเว็บไซต์ (Web Directory)

web directory ของ sanook.com

web directory ของ sanook.com

Search Engine ประเภทนี้จะแสดงในรูปแบบสารบัญเว็บซึ่งจะมีลักษณะของ การจัดเก็บข้อมูลที่แสดงให้ผู้ใช้เห็นทั้งหมดว่ามีเว็บอะไรบ้างอยู่ในฐานข้อมูลและจะแบ่งเป็นหมวดหมู่ และอาจจะมีหมวดหมู่ย่อยซึ่งผู้ค้นหาข้อมูลสามารถคลิกเข้าไปดูได้ซึ่งจะแตกต่างจากCrawler-Based Search Engine ประเภทแรกที่หากผู้ใช้ไม่ค้นหาโดยใช้คาค้นหรือ Keyword แล้วจะไม่มีทางทราบ เลยว่ามีเว็บไซต์อะไรอยู่บ้างและมีเว็บอยู่จานวนเท่าไหร่ หลักการทำงาน

แบบ Web Directory นี้จะอาศัยการเพิ่มข้อมูลจากเจ้าของเว็บไซต์ต่างๆที่ต้องการประชาสัมพันธ์เว็บหรืออาจใช้เจ้าหน้าที่ดูแลส่วน Search Engine เป็นผู้หา ข้อมูลเว็บไซต์มาเพิ่มในฐานข้อมูลซึ่งข้อมูลในส่วนของสารบัญเว็บไซต์จะเน้นในด้านความถูกต้องของ ฐานข้อมูลซึ่งข้อมูลเว็บไซต์ที่ถูกเพิ่มเข้ามาจะถูกตรวจสอบและแก้ไขจากผู้ดูแลซึ่ง Search Engine ที่ จัดอยู่ในประเภทนี้เช่น Sanook.com และ Truehits.com เป็นต้น

2.3 แบบอ้างอิงในคาสั่ง MetaTag(Meta Search Engine)

หลักการทำงานของ search engines

หลักการทำงานของ search engines

Search Engine ประเภทนี้ใช้การค้นหาข้อมูลจากหลายเว็บพร้อมกันด้วยการอ่านจาก Tag Meta ใน HTML โดยจะรับคาสั่งค้นหาจากผู้ใช้แล้วส่งต่อไปยังเว็บไซต์ที่เป็นSearch Engines หลายๆแห่งพร้อมๆกันทาให้เราสามารถเข้าถึงเว็บไซต์ Search Engine s ต่างๆได้อย่างรวดเร็วถ้าข้อมูลที่ได้ซ้ากันก็จะแสดงเพียงรายการเดียวจากนั้นก็จะแสดงผลลัพธ์ออกมาแต่เนื่องจาก Search Engine ประเภทนี้ไม่มีฐานข้อมูลของตนเองแต่จะอาศัยข้อมูลจาก Search Engine Index Server ของที่อื่นๆซึ่งข้อมูลจะมาจาก Server หลายๆที่ดังนั้นจึงมักได้ผลลัพธ์จากการค้นหาที่ไม่ แม่นยาเว็บไซต์ที่ให้บริการ Meta search เช่น www.search.com ,Dogpile, Inference Findและ MetaCrawler เป็นต้น

Author: การออกแบบและการเขียนโปรแกรมเว็บ โดย ปราโมทย์ สิทธิจักร