ทำ SEO แล้วจะติดหน้า 1 ไหม? จะชนะคู่แข่งไหม? บทความนี้มีคำตอบ

Share on facebook
Share on twitter
Share on linkedin
วิเคราะห์ความสามารถในการแข่งขัน-seo

ในบทความนี้เรามาดูกันว่าการวิเคราะห์ความสามารถการแข่งขันในโปรเจ็ค SEO ที่คุณกำลังจะทำนั้นมีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน โดยช่วงแรกจะลงทฤษฏีกันสักเล็กน้อย จากนั้นจะเป็นการยกตัวอย่างการวิเคราะห์หน้าผลลัพธ์การค้นหาจริงสัก 2-3 ตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพ และทำตามได้

สารบัญ

4 องค์ประกอบการวัดความสามารถในการแข่งขันคีย์เวิร์ดที่คุณต้องรู้จัก

ก่อนที่จะไปเลือกและเรียนรู้วิธีการใช้เครื่องมือวัดความแข็งแรงเชิง SEO ของเว็บไซต์ มี 4 องค์ประกอบของการวัดความสามารถการแข่งขันที่คุณจำเป็นต้องทำความเข้าใจก่อนครับได้แก่

  1. ลิงก์
  2. Domain Strength
  3. Page Strength
  4. On-Page SEO

เรามาลงรายละเอียดกันดังนี้…

1. ลิงก์

ลิงก์หรือที่ภาษาฝรั่งเรียกว่า Hyperlink คืออ็อบเจกต์ในหน้าเว็บเพจในรูปของตัวหนังสือหรือรูปภาพ ทำหน้าที่เชื่อมโยงเว็บเพจเข้าด้วยกัน

link concept

2. ความแข็งแรงเชิง SEO ของทั้งเว็บไซต์ (Domain Strength)

ในทาง SEO เมื่อมีเว็บไซต์อื่นลิงก์มายังเว็บไซต์คุณ เปรียบเสมือนเหมือนกับการแนะนำหรือการรับรองจากบุคคลที่สาม ทำให้เว็บไซต์ของคุณมีความน่าเชื่อถือในสายตา Google มากขึ้น และลิงก์จากภายนอกเหล่านี้ยังทำให้ความแข็งแรงเชิง SEO โดยรวมของเว็บไซต์คุณสูงขึ้นด้วย

authority scriptures
การโอนถ่าย link juice ไปส่วนต่างๆ ของเว็บไซต์

3. ความแข็งแร็งเชิง SEO ในระดับเว็บเพจ (Page Strength)

ความแข็งแรงในเชิง SEO โดยรวมทั้งเว็บ (Domain Strength) สามารถถูกส่งผ่านไปยังหน้าเว็บเพจต่างๆ ในเว็บไซต์ผ่านทางลิงก์ที่เชื่อมโยงกันเองภายใน หรือ Internal Links หน้าไหนได้รับลิงก์จากหน้าอื่นมาก ความแข็งแรงเชิง SEO ของหน้านั้นๆ ก็จะสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว

4. On-Page SEO

หรือบางคนจะเรียกว่า On-Site SEO ก็ไม่ผิด คือการปรับแต่งหน้าเว็บเพจให้ถูกใจทั้ง Search Engine และผู้คนที่เข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์ โดยทั่วไปกิจกรรม On-Page SEO ที่เราทำกันก็มีอย่างเช่น การปรับแต่งชื่อเว็บเพจ (Page Title), ปรับแต่งเนื้อหาคอนเทนต์, การทำลิงก์เชื่อมโยงภายใน (Internal Linking) เป็นต้น
การวิเคราะห์คีย์เวิร์ดว่าสมควรหยิบมาทำ SEO หรือไม่นั้น คุณต้องใช้องค์ประกอบทั้งสี่นี้มาวิเคราะห์ร่วมกันโดยใช้เครื่องมือวัดความสามารถในการแข่งขันที่ผมจะได้พูดถึงในบทความนี้

คู่แข่งแบบไหน หนีให้ไกล อย่าไปยุ่ง

มีบางคีย์เวิร์ดที่ผมเห็นว่าเป็นคำต้องห้ามไม่ควรนำมาทำ SEO ให้เมื่อยตุ้มเพราะทำไปโอกาสที่คุณจะติดอันดับต้นๆ ในหน้าผลลัพธ์การค้นหานั้นริบหรี่ยิ่งกว่าแสงหิ่งห้อยเสียอีก คำพวกนี้จะเกี่ยวกับบริการหรือผลิตภัณฑ์อย่างเป็นทางการของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง ขอยกตัวอย่างให้เป็นภาพด้วยคำว่า “จาวา” (จาวา หรือ JAVA คือ ภาษาที่ถูกพัฒนาขึ้นโดยบริษัท ซันไมโครซิสเต็มส์ (Sun Microsystems Inc.) เป็นภาษาสำหรับเขียนโปรแกรมภาษาหนึ่ง) ดังนี้… 1. ผมเริ่มด้วยการเปิดรายงาน Keywords explorer ขึ้นมาด้วยการไปที่ https://ahrefs.com/ แล้วคลิกที่เมนู Keywords explorer
เมนู Keyword Explorer
เปิดรายงานด้วยการคลิกลิงก์ Keyword Explorer

2.  เลือก Google และ 3. เลือก Thailand ในกรณีที่ต้องการหาข้อมูลจาก Google ประเทศไทยป้อนคำว่า
4.  ป้อนคีย์เวิร์ด “จาวา” ลงไปในช่อง แล้วกดปุ่มแว่นขยาย เพื่อทำการดึงข้อมูลคีย์เวิร์ดออกมา

ahrefs Keyword Explorer
ป้อนคีย์เวิร์ด "จาวา" ใน Keyword Explorer

ahrefs จะทำการดึงข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับคีย์เวิร์ดออกมาแสดง เช่น ปริมาณการค้นหารายเดือน (Search Volume), ความยากของคีย์เวิร์ดในการติดอันดับในหน้าแรก Google (Keyword difficulty) เป็นต้น

รายการ Keyword Explorer
ตัวอย่างข้อมูลคีย์เวิร์ดในรายการ Keyword Explorer

5. ถ้าคุณเป็นบริษัทที่รับสอนเขียนโปรแกรมภาษาจาวา การหยิบคำว่า “จาวา” มาทำ SEO นั้นดูเหมือนจะเข้าท่าและเป็นไอเดียที่ดีเพราะว่านอกจากจะสอดคล้องกับธุรกิจของคุณแล้วยังมีการค้นหารายเดือนดีอีกด้วย แต่ทำไมผมบอกไว้ก่อนหน้าว่าคำนี้เป็นคำต้องห้าม? มาดูหน้าผลลัพธ์การค้นหาในรายละเอียดกันก่อนครับ แล้วคุณจะรู้ว่าทำไม…

เลื่อนเมาส์ลงมาด้านล่าน ใน Section ชื่อ SERP overview for “จาวา” จะแสดงหน้าผลลัพธ์การค้นหาใน Google ของคีย์เวิร์ด “จาวา”

SERP Overview ของ ahrefs
SERP Overview สำหร้บคีย์เวิร์ด "จาวา"

Google เลือกเว็บไซต์ทางการของภาษา “จาวา” มาติดอันดับต้นๆ คือทั้งอันดับที่ 1 และ 2 ในหน้าผลลัพธ์การค้นหาถือว่าสมเหตุสมผลเพราะตรงกับคำค้นหามาก ถ้าคุณไม่ได้เป็นเจ้าของบริษัท ซันไมโครซิสเต็มส์ โอกาสที่คุณจะไปแย่งอันดับที่ 1 หรือ 2 มาจาก www.java.com แทบไม่มี

จำนวน backlinks
แสดงจำนวนลิงก์

คอลัมน์ Backlinks บอกว่าแต่ละเว็บเพจในหน้าผลลัพธ์การค้นหามีลิงก์จากเว็บอื่นชี้ไปหากี่ลิงก์ ในกรณีนี้เว็บเพจอันดับ 1 หรือ 2 มี 18,309, และ 115,293 ลิงก์ ตามลำดับ ปริมาณลิงก์ภายนอกขนาดนี้รวมพลังกับลิงก์ภายในส่งผลให้ความแข็งแรงเชิง SEO หรือ UR ของทั้งสองเว็บเพจถีบตัวขึ้นไปที่ 47 และ 81 ตามลำดับ ซึ่งถือว่าเป็นค่าที่สูง ถ้าคุณต้องการทำคำนี้ ลองคำนวณทรัพยากรที่คุณมีอยู่ครับว่าคุณต้องใช้เวลาและเงินเท่าไรในการหาลิงก์เพื่อแย่งอันดับของคู่แข่งรายนี้มา

นอกจากนี้ 7 จาก 9 เว็บไซต์ที่ติดหน้าแรกเป็นเว็บไซต์ที่มีความแข็งแรงเชิง SEO (DR) สูงมากเช่น…

SERP overview
หน้าผลลัพธ์การค้นหา Google ใน ahrefs
DR ระดับนี้ใช้เวลาแรมปีกว่าจะได้มาผ่านทางการสร้างลิงก์ ถ้าเว็บไซต์ของคุณมี DR ห่างกับเว็บเหล่านี้มาก โอกาสในการติดอันดับดีๆในหน้าแรกก็จะมีน้อยลงไป เมื่อนำเหตุผลดังกล่าวมาวิเคราะห์ร่วมกันสรุปได้ว่าคีย์เวิร์ด “จาวา” เป็นคำต้องห้าม ถ้าคุณพบคีย์เวิร์ดลักษณะนี้ผมแนะนำว่าไม่ต้องวิเคราะห์อะไรต่อ หาคำอื่นมาวิเคราะห์ต่อไปเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา

คู่แข่งมี DR สูง ใช่ว่าจะแข่งไม่ได้

จากตัวอย่างที่ผ่านมาถ้าสังเกตดีๆ คุณจะเกิดความสงสัยว่า เอ๊ะ! ทำไมเว็บเพจอันดับที่ 5 (marcuscode.com/lang/java) ซีงมีแค่ลิงก์เดียว มี DR=8 ถึงได้อันดับดีกว่าเว็บอันดับที่ 6 และ 7 ที่มี DR, UR, และจำนวนลิงก์สูงลิบลิ่ว

SERP Analysis
เปรียบเทียบเว็บเพจอันดับที่ 5,6 และ 7

เรามาหาคำตอบไล่กันโดยไล่ไปแต่ละกรณีครับ เริ่มจากเว็บอันดับที่ 7 (www.oracle.com/java/technologies/) ผมได้พูดไปแล้วว่าองค์ประกอบหลักๆ ที่เราจะใช้วัดความสามารถในการแข่งขันมีอยู่ 4 องค์ประกอบ ตารางด้านล่างชี้ให้เห็นชัดเจนว่าเว็บเพจในอันดับที่ 7 ชนะแบบขาดลอยทั้ง 3 องค์ประกอบ ได้แก่ DR, UR, และลิงก์

อันดับ
URL
DR
UR
Backlinks
5
http://marcuscode.com/lang/java
8 ✖️
10 ✖️
1 ✖️
7
https://www.oracle.com/java/technologies/
92 ✔
89 ✔
2,787,251 ✔

ทว่ายังมีองค์ประกอบที่เรายังไม่ได้พูดถึงกันเลยคือ On-Page SEO (การปรับแต่งเว็บเพจคอนเทนต์ให้เป็นที่ถูกอกถูกใจทั้ง Search Engine และผู้คนตัวเป็นๆ ที่เข้าเว็บเพจ) เป็นองค์ประกอบที่เว็บอันดับที่ 7 ขาดอย่างแรง
เราไปดูรูปร่างหน้าตา www.oracle.com/java/technologies/ แล้วจะรู้ว่าหน้านี้ควรปรับปรุงอะไร…

Oracle Java
เว็บ Oracle หน้า Java

สิ่งที่ขาดไปและต้องการเติมเต็มของหน้านี้คือ …

  • เนื้อหาของหน้านี้เป็นภาษาอังกฤษ จำได้ไหมครับว่าคำค้นหาที่ผมป้อนเข้าไปเป็นภาษาไทย (“จาวา”) และผมใช้ Google ประเทศไทย (Google.co.th) อยู่ที่ประเทศไทย ดังนั้นเนื้อหาที่หน้าเพจแสดงควรเป็นภาษาไทย
  • เนื้อหาน้อยไปเมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่างเว็บเพจอันดับที่ 5 ให้คุณเปิด www.marcuscode.com/lang/java แล้วแล้วลองเปรียบเทียบกันดู…
บทความสอน Java
หน้าสอนภาษาจาวาในเว็บ Marcuscode

จะเห็นว่าเนื้อหาของเว็บเพจอันดับที่ 6 แน่นกว่ามาก เรียกได้ว่าผู้ที่ต้องการเรียนรู้เรื่องการเขียนโปรแกรมภาษาจาวา เข้ามาแล้วสามารถตักตวงความรู้ไปได้มากโข สามารถนำไปใช้เริ่มต้นเขียนโปรแกรมกันได้เลย
อีกหนึ่งเหตุผลสำคัญคือเว็บ marcuscode.com เป็นเว็บไซต์เฉพาะทางด้านการเขียนโปรแกรม (ถึงแม้จะไม่ได้เกี่ยวกับภาษาจาวาอย่างเดียว Google ก็ยังคงมองว่าอยู่ในหัวข้อเดียวกันคือการเขียนโปรแกรม) ที่มีเนื้อหากว่า 200 หน้าในฐานข้อมูล

คุณสามารถหาจำนวนเว็บเพจคร่าวๆ ในฐานข้อมูล Google

ใช้ site operator
สาธิตการใช้ site: operator เพื่อหาจำนวนหน้า Index ในฐานข้อมูล Google

ได้ด้วยการป้อนคำสั่ง site:ชื่อเว็บไซต์ เช่นในกรณีนี้ให้คุณป้อน site:marcuscode.com ลงไปใน Chrome

ถึงตรงนี้ถ้าคุณมีคำถามก็ไม่แปลกว่าแล้วทำไมเว็บอันดับที่ 6 เป็นภาษาไทย องค์ประกอบอื่นๆ อาทิ DR, UR เป็นต้น ก็ดีกว่า marcuscode.com/lang/java ทำไมไม่ได้อันดับดีกว่า? ผมมีคำตอบให้คุณแน่นอน อ่านต่อไปครับ

On-Page SEO ดีมีชัยไปกว่าครึ่ง

เราได้เรียนกันไปแล้วว่า DR หรือความแข็งแรงเชิง SEO ของทั้งเว็บไซต์สามารถถูกส่งผ่านไปยังส่วนต่างๆ ของเว็บไซต์ผ่านทางลิงก์ที่เชื่อมโยงกันภายใน หรือ Internal Links ส่งผลให้เว็บเพจในเว็บไซต์นั้นๆ สามารถติดอันดับดีๆ ได้โดยไม่ต้องทำอะไรมาก เช่นคอนเทนต์ไม่ดีก็ติดอันดับดีๆ หรือไม่ต้องสร้างลิงก์เลยอย่างเว็บอันดับที่ 6 ก็ยังติดหน้าแรก Google ได้

อันดับ
URL
DR
UR
Backlinks
5
http://marcuscode.com/lang/java
8 ✖️
10 ✖️
1 ✔
6
https://sites.google.com/site/benzthitiya/khwam-ru-beuxng-tn-keiyw-kab-java
93 ✔
14 ✔
0 ✖️

เว็บเพจ sites.google.com/site/benzthitiya/khwam-ru-beuxng-tn-keiyw-kab-java ขึ้นมาอยู่อันดับที่ 6 ได้เพราะสองสิ่ง คือ DR และ On-Page SEO ที่มีคอนเทนต์ในหัวข้อ “จาวา” ค่อนข้างดี และลึกพอสมควร แต่ยังไม่ดีเท่า marcuscode.com/lang/java และยังพบปัญหา On-Page SEO ที่ต้องแก้ไข เช่น ไฟล์รูปภาพที่หายไป …

รูปไม่แสดง
ปัญหา On-Page SEO: รูปหาย (Broken Image)

ปัญหาที่มีหน้าเปล่าๆ หรือในภาษา SEO เราเรียกว่า Thin Content ดังนี้…

Thin content
ปัญหา On-Page SEO: หน้าที่ไม่มีเนื้อหา (Blank/Thin Page)

ถึงลิงก์จะเป็นสิ่งสำคัญลำดับต้นๆ ในการทำอันดับให้คีย์เวิร์ด การทำ On-Page SEO ก็เป็นเรื่องที่ขาดไม่ได้และจำต้องทำให้ถูกหลัก

ถ้าเว็บไซต์คุณมีปัญหาคอนเทนต์สะสมมากๆ โดยไม่ได้รับการแก้ไข Google อาจมองว่าทั้งเว็บไซต์มีคุณภาพต่ำไปเลย ส่งผลให้อับดับคีย์เวิร์ดโดยรวมทั้งเว็บไซต์ตกลงได้ …

โดยปกติ Google จะให้ความสำคัญและเชื่อถือเว็บไซต์ที่มีค่า DR สูงอยู่แล้ว ถ้าเว็บเพจอันดับที่ 6 ได้รับการปรับแต่งให้ถูกหลัก On-Page SEO มากขึ้น หรือมีลิงก์ชี้มาจากเว็บไซต์อื่นเพิ่มเติมเข้ามา โอกาสที่จะแซงหน้าเว็บเพจอันดับที่ 5 ขึ้นไปมีไม่น้อยเลยทีเดียว เทคนิกการทำ On-Page SEO ยังมีอีกมาก ในบทต่อๆไปผมจะพูดถึงแนวทางการทำเชิงลึกมากขึ้น เพื่อคุณจะได้เห็นแนวทางและสามารถนำไปปรับใช้ได้อย่างเป็นรูปธรรม

รู้ใจว่าที่ลูกค้า รู้ใจ Google (Search Intent)

นักทำ SEO หลายท่านโดยเฉพาะมือใหม่หัดทำมักจะมองข้ามสิ่งๆหนึ่งไป นั่นคือความต้องการของผู้ใช้เบื้องหลังคีย์เวิร์ด (Search Intent) ที่หยิบมาทำ SEO ขอขยายความแบบนี้ว่า…

สมมุติว่าคุณทำเว็บไซต์ที่เต็มไปด้วยบทความดีๆ แนะนำการเตรียมตัว เตรียมสอบงานราชการ เช่น เตรียมตัวอย่างไรให้สอบปลัดอำเภอติด เป็นต้น โดยมีความหวังจะติดหน้าแรกคีย์เวิร์ด “หางานราชการ”ผมเสียใจที่ต้องบอกว่ามันไม่ง่ายอย่างที่คิดครับ เพราะว่าคู่แข่งของคุณที่ติดหน้าแรกเนื้อหาเว็บไซต์จะถูกจัดอยู่ในประเภท Job Portal ที่เน้นงานราชการทั้งนั้น เช่น ที่เว็บ ประกาศผลสอบ เป็นต้น

เว็บหางาน
เว็บไซต์ประเภทหางาน

ไม่ใช่บทความ (Article) ที่มุ่งเน้นให้ข้อมูลหรือความรู้อย่างที่คุณกำลังทำ ดังนั้นก่อนที่จะลงทุนลงแรงเดินหน้าทำ SEO แบบเต็มสูบ คุณควรศึกษาให้ดีก่อนว่า Google ชอบที่จะแสดงเนื้อหาแบบไหนในหน้าผลลัพธ์การค้นหา แล้วก็พยายาม Match เนื้อหาประเภทนั้นๆ ให้มากที่สุด เพื่อเพิ่มโอกาสในการติดอันดับ

ลองกลับมาดูตัวอย่างที่เราใช้มาตลอดในบทความนี้กับคีย์เวิร์ด “จาวา” ถ้าลองคุณเปิดเว็บเพจที่ติดอันดับในหน้าแรกขึ้นมาดู คุณจะเห็นว่าเว็บเพจเหล่านี้สามารถถูกจัดอยู่ใน 2 ประเภทได้แก่ประเภทที่ให้ดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นภาษาจาวา เช่น www.java.com/en/download/

java download page
เว็บที่ให้ดาวน์โหลด application จาวา

อีกประเภทหนึ่งจะเน้นให้ข้อมูล หรือสอนเขียนภาษาจาวาในรูปแบบบทความภาษาจาวา เช่น th.wikipedia.org/wiki/ …

เว็บ Wikipedia หน้า Java
หน้าภาษาจาวาในเว็บไซต์ Wiki Pedia ประเทศไทย

เอาละสิแล้วถ้าคุณต้องการทำคีย์เวิร์ดนี้ต้องนำเสนอเนื้อหาในรูปแบบไหนระหว่างหน้าที่ให้ดาวน์โหลดกับบทความให้ความรู้?

Search Intent
เปรียบเทียบ Search Intent

ไม่ยากครับ ถ้า Search Intent มีมากกว่าหนึ่งอย่าง ให้คุณลองสังเกตุว่าเว็บเพจที่ติดอันดับต้นๆ นั้นมีเขาทำเนื้อหาประเภทไหน ก็ให้คุณทำเว็บเพจให้สอดคล้อง เช่นในกรณีนี้อันดับที่ 1-3 เป็นเว็บเพจที่ให้ดาวน์โหลดทั้งหมด ก็ให้คุณทำตามนั้น

สรุปก่อนจาก

ก่อนจะจบบทนี้ขอสรุปสั้นๆ ว่าการวิเคราะห์ความสามารถในการแข่งขันนั้น…

  •  ให้เลือกคีย์เวิร์ดที่มีคู่แข่งที่พอฟัดพอเหวี่ยงกับเว็บไซต์ของคุณ เช่น มี DR, และ UR พอๆ กัน หรือสูงกว่าคุณไม่มากนัก เช่น ไม่เกิน 10-20 แต้ม
  • อย่างไรก็ตามคู่แข่งมี DR สูงมาก ใช่ว่าจะแข่งไม่ได้ ถ้าหน้าเพจของคู่แข่งมีลิงก์ไม่มากหรือไม่มีเลยแสดงว่าหน้านี้ติดอันดับเพราะ DR ของเว็บไซต์ แบบนี้คุณมีโอกาสครับ
  • สิ่งต่อไปที่ต้องทำให้แน่ใจว่าแข่งได้คือคู่แข่งมีการทำ On-Page SEO ดีหรือไม่อย่างไร คุณพอที่จะสร้างคอนเทนต์คุณภาพดีกว่าได้ไหม
  • สุดท้ายอย่าลืมตรวจสอบความต้องการของผู้ใช้งานที่อยู่เบื้องหลังคีย์เวิร์ด (Search Intent)
วิษุวัต (Author)
วิษุวัต (Author)

กระบวนการวิเคราะห์ว่าคีย์เวิร์ดควรหรือไม่ควรหยิบมาทำ SEO อาจจะดูขัดๆ แต่ก็เหมือนกับการพัฒนาทักษะอื่นๆ ที่เมื่อทำบ่อยๆ คุณก็จะสามารถทำได้อย่างเป็นธรรมชาติเอง ให้ฝึกบ่อยๆครับ.. สำหรับบทนี้ไว้เท่านี้ก่อน....
อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับผู้แต่ง คลิกที่นี่

สอบถาม แสดงความคิดเห็น

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

join seobooks club!

อ่านเทคนิกการตลาดมาใหม่ก่อนใคร
สมัครรับบทความ สาระน่ารู้ ใหม่ๆ ส่งตรงถึง inbox ฟรี!