สอนวิธีขายของออนไลน์ให้รวยหลัก >> 10 ล้าน | SEO Books

ร้านเล็กๆ ลงโฆษณายังไง ให้ได้ 10,000,000 บาท ต่อปี

วันนี้ ผมมาขายของ บอกกันตรงๆ :p สำหรับท่านที่ขายของออนไลน์ และกำลังมองหาคนมาช่วยโปรโมทขายสินค้าให้ผ่านทาง Facebook หรือ Google ไม่ต้องมานั่งปวดขมับทำเอง หรือไปเรียนมาทำเอง (อันนี้ยิ่งปวดหัวใหญ่ เพราะว่าทีสอนๆ กันเห็นจะเป็นหลักสูตรเบื้องต้น กันซะมากกว่า ซึ่งพอลงสนามจริงมักจะแข่งไม่ค่อยได้)

สำหรับท่านที่ชัดเจนแล้วว่าจะจ้างบริษัท หรือ Agency ทีไว้ใจได้ คลิกปุ่มด้านล่างไปดูว่าเราทำอะไรให้ท่านได้บ้าง

จั่วหัวไว้ว่าทำยังไง สำหรับร้านเล็กๆ ที่เบี้ยน้อย หอยน้อยถึงจะสู้รายใหญ่ที่ทุนสูงๆ ได้ ขายของออนไลน์แล้วไม่เจ๊ง มีกำไร ไปต่อไป อ่านต่อไปครับผมจะบอกวิธีที่ผมและทีมงานทำอยู่ แล้วเห็นว่าทำแบบนี้ ณ เวลานี้ เวิร์ดสุดแระ!! 

ตัวอย่างการโฆษณาสินค้าออนไลน์

ก่อนจะไปดูวิธีทำ เดี้ยวเราแวะดูตัวอย่างลูกค้าจริงของเรารายหนึ่งก่อนครับ 

  • ประเภทธุรกิจ. ลูกค้าของเรารายนี้เป็นศูนย์เล็กๆ ใน รพ. แห่งหนึ่ง
  • งบการตลาด. ประมาณ 30,000 บาท ต่อเดือน (รวมค่าโฆษณา)
  • จุดประสงค์. ต้องการทำกำไรให้ได้มากที่สุด ในงบประมาณจำกัด

ก่อนที่จะมาถึงมือทีมงาน ลูกค้ารายนี้ได้ใช้บริการการตลาดออไลน์ กับบริษัท (ใหญ่อันดับต้นๆ ของบ้านเรา) ในงบประมาณเดือนละ 50,000 บาท แต่ขาดทุนหลังจากอยู่กับเรามา 3 ปี เศษ รายได้ในแต่ละปีประมาณนี้ครับ

ตารางแสดงรายได้ลูกค้าจากการลงโฆษณา google
กราฟแท่ง - แสดงรายได้ลูกค้าจริง 3 ปี

ก็คือจะประมาณ ปีละ 10 ล้านเศษ หรือ ดือนละประมาณ ล้านกว่าบาท ผมย้ำอีกทีครับว่า งบประมาณการทำการตลาดของศูนย์นี้อยู่ที่ 3 หมื่นบาท ไม่เกิน

กราฟแท่ง - แสดงค่าโฆษณาใน adwords

ดูรายได้กันไปแล้วเรามาดูรายจ่ายหลักๆ บ้าง ด้านล่างเป็นกราฟแท่งแสดงค่าโฆษณาที่จ่ายให้กับ Google ในแต่ละเดือน (ในช่วงปี 2017-2018)

ต่อไปจะเป็นสถิติคร่าวๆ แสดงผลที่ได้จากการลงโฆษณาใน Google (Ads) ในช่วง 3 ปี กว่า 

กราฟ แสดงสถิติใน google ads
  • Impression: โฆษณาถูกแสดงใน Google ประมาณ 4 แสนกว่าครั้ง (443,000) 
  • Avg. Postion: ตำแหน่งเฉลี่ยของคีย์เวิร์ดใน Google อยู่ที่ตำแหน่ง 1.55 (ประมาณ 1-2 ไม่เกินนี้)
  • Cost: จ่ายเงินให้ Google ทั้งหมดประมาณ 7 แสนกว่าบาท (744,000) 
  • CTR: อัตราการคลิกโฆษณา จะอยู่ที่ 9% โดยประมาณ

ออกตัวก่อนสักนิดว่าไม่ใช่ทุกร้าน ทุกธุรกิจนะครับ

ออกตัวก่อนสักนิดว่าไม่ใช่ทุกร้าน ทุกธุรกิจนะครับ ที่.. จะประสบความสำเร็จได้แบบนี้ทุกราย ปัจจัยหลักที่คอยขัดขวางก็คือ ตัวสินค้า หรือ บริการ ของท่านครับ ที่ต้องดีด้วย ยกตัวอย่างว่า ถ้าคุณไปจ้างโรงงานผลิตยาหน้าขาว ที่ใครๆ มีเงินทุนสักหน่อยก็สามารถไปจ้างผลิตได้ ส่วนผสม สูตรก็ได้ออกมาเหมือนๆ กัน ต่างกันที่รูปร่างหน้าตา packaging เท่านั้น แล้วก็มาวัดกันที่ การตลาด โหมโฆษณาเข้าไป ถ้าโดนรายใหญ่ตัดราคา หรือ เน็ตไอดอล เซเล็ป มาเป็น presenter แบบนี้ผมว่าไม่น่าเวิร์ด ดังนั้น จะขายอะไร วิจัยตลาด และคู่แข่งให้ดีๆ ก่อน ยิ่งถ้าคุณสายป่านสั้นกว่าเขา แล้วไปกันใหญ่เลยทีนี้... อีกอย่างที่อยากฝากไว้ คือ บริการหลังการขาย นะครับ สำคัญมั่กมักๆ

ถึงตรงนี้ท่านสนใจติดต่อพูดคุย ปรึกษา มี 3  ช่องทางติดต่อครับ คลิกปุ่ม

เอาล่ะครับ ผมว่าได้เห็นวิธีการโฆษณาสินค้ากันไปพอสมควรแระ สำหรับท่านที่รออยู่ว่าจะบอกวิธีการขายของ Online ยังไง ไม่ให้เจ๊ง ให้มีกำไร ไม่ต้องรอแล้วนะ ท่านมาถึง ณ จุดๆ นั้น แล้ว อ่านเลย...

วิธีขายของออนไลน์โปรโมทสินค้าเพิ่มยอดขาย ให้รวยๆ ปังๆ

หัวข้อนี้จะมีแยกย่อยเป็น 4 วิธีนะครับในการทำ จะไล่ลำดับไปตามความซับซ้อน ยุ่งยาก ไม่จำเป็นต้องทำทั้งหมด และไม่จำเป็นต้องทำเรียงลำดับ ดูเอาตามความเหมาะสม ตามเวลา และงบประมาณครับ โอเค เริ่มแบบแรกกันเลย..

1. การตลาดแบบบ้านๆ 

แบบแรกนี้เป็นแบบที่ซับซ้อนน้อยที่สุด ทำกันโดยทั่วไปเลย (แม้แต่ในบริษัทรับทำการตลาดออนไลน์) คือ กำเงินไปจ่าย Google หรือ Facebook (หมายเลข 1 สีเหลืองๆ) แล้วแต่ถนัด ก็จะมีคนจาก platforms ดังกล่าวมาเข้าเว็บคุณ (หมายเลข 2) สมมุติเอาแล้วกันนะว่า คุณเปิดเว็บ e-commerce ขายเสื้อยืดออนไลน์แล้วกัน

traffic จากการซื้อโฆษณา ยิงตรงไปยัง eommerce site

เท่านี้ถือว่าเสร็จ จ่ายตังค์ เขียนโฆษณา 1 อัน Google หรือ Facebook ไรพวกนี้ ก็จะส่ง traffic มาให้ แล้วก็ปล่อยไปตามมีตามเกิด ตาดีก็ขายของได้ ตาร้ายก็ขาดทุนโฆษณา ในจุดๆ จะเป็นปัญหาบ่นกันมากว่า เอ๊ะ! ชั้นจ่ายเงินลงโฆษณาเดือนๆ ไม่รู้เท่าไร ไม่เห็นมันขายของได้เลยยย..

2. จูนโฆษณาให้แรงส์แซงคู่แข่ง - Ads Optimzation

ในแบบที่สองนี้ จะเริ่มมีการขยับปรับแต่งในฝากฝั่งของ platform ที่คุณไปลงโฆษณาไว้ เรียกว่า Ad optimization หมายถึงการปรับแต่งประสิทธิภาพของโฆษณา เพื่อให้ได้ผลอย่างที่ตั้งเป้าไว้ คือ ขายเสื้อได้ (ในกรณีนี้) ในขณะที่จ่ายเงินค่าโฆษณาให้ facebook หรือ Google ต่ำที่สุด ก็คือทำให้ CPC (ค่าโฆษณาต่อคลิก) หรือ CPM (ค่าใช้จ่ายต่อการแสดงโฆษณา 1000 ครั้ง) ต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้

ปรับปรุงประสิทธิภาพของโฆษณา

กิจกรรมที่ทำในแบบที่สองนี้ ก็มีหลายอย่างด้วยกัน ตัวอย่างเช่น

  • สร้างโฆษณา (Ad) อย่างน้อย 3 อัน มาทดสอบเทียบกัน ในช่วงเวลาที่กำหนด แล้วดูว่า a ไหนสมรรถนะดีที่สุด
  • ทดสอบจุดประสงค์ (Objective) ในการลงโฆษณา เทียบกัน เช่น Conversion VS Click to Web Site เป็นต้น
  • ทดสอบวัน เวลาที่ลงโฆษณา ให้เจอช่วงที่ขายของได้ ไม่ได้ อาทิ วันเสาร์กลางคืนอาจขายเสื้อไม่ดี เพราะคนไปเที่ยวหมด ก็จะงดลงโฆษณาในช่วงนัันไป แล้วนำงบไปลงวันอื่นแทน เป็นต้น 
  • ทดสอบว่า เพศสภาพไหน ขายของได้ไม่ได้ อาทิ หลังลง Ad ไปซักพัก มาดูสถิติพบว่าผู้หญิงซื้อเสื้อของคุณมากกว่าผู้ชาย เท่าตัว คุณอาจจะพิจารณาแสดงโฆษณาให้เฉพาะผู้หญิงเห็นเท่านั้น เป็นต้น

3. ปรับแต่งเว็บเพิ่มยอด - Conversion Optimization (CR0)

ลองจินตนาการดูนะครับ คุณไปเจอร้านนึงเข้า ขายของที่คุณอยากได้เลย แถมราคาได้ด้วย ทว่า พอเข้าไปในร้าน อืมม.. สกปรก หนูวิ่ง แมงสาบบินผ่านหัวคุณไป แล้วที่สำคัญคนขายดูสารร่างเยี่ยงโจรป่า ไม่รู่ว่าจ่ายเงินไปจะได้ของไหม แถมมีสิทธิถูกปล้นสะดมอีกต่างหาก แบบนี้คุณยังอยากจะซื้ออยู่ไหม? 

ดังนั้นสิ่งที่สำคัญมากๆ คือ การสร้างความน่าเชื่อถือ (Trust) ให้กับร้านคุณด้วย  อย่าลืมว่า ลูกค้าที่เข้าร้านคุณมาทุกๆ คน คุณเสียตังค์ซื้อมาจาก facebook (ยกตัวอย่าง) กิจกรรมต่างๆ ที่ทำกันในแบบที่ 3 นี้ ในภาษาอังกฤษเรียกว่า Conversion Optimizaton หรือเรียกย่อๆ ว่า CRO

CRO

เอาละครับ จากหัวข้อที่ 2 คุณรู้แล้วว่าคุณอยากส่ง ผู้หญิง เท่านั้นมาร้านคุณ เอ้อ.. อีกอย่างคุณจะ ไม่ลง Ad วันเสาร์กลางคืน ด้วย เพราะไม่มีคนซื้อของช่วงนั้น ต่อไปสิ่งที่ขาดเสียไม่ได้คือ ทำเว็บคุณให้ดูดีน่าเชื่อถือ อย่างที่ได้กล่าวไป กิจกรรมที่ทำในแบบที่สองนี้ ก็มีหลายอย่างด้วยกัน ตัวอย่างเช่น

  • นำสิ่งที่เรียกว่า Trust Badges เช่น สัญลักษณ์จ่ายเงินปลอดภัย, โลโก้ VISA, MASTER CARD มาติดไว้ที่หน้าขายสินค้า 
  • นำรีวิวของลูกค้าเก่าๆ ที่ชื่นชอบในเนื้อผ้าเสื้อที่ซื้อไป มาแปะไว้หน้าสินค้า
  • A/B Split Test lay out ของหน้าสินค้า 2 แบบ เพื่อดูว่า lay out ไหน ขายของดีกว่ากัน

4. ตามติดเพื่อปิดการขาย - Follow Up

ข้อเท็จจริงที่แสนเศร้ามีอยู่ว่า คนที่คุณอุตส่าห์หา และนำพามาเข้าเว็บ ไม่ใช่ทุกๆ คนจะถูกใจ ควักบัตรเครดิตรซื้อเสื้อจากร้านคุณทุกราย

จากที่ฝรั่งเขาทำวิจัยกันมา ใน 100 คน จะมีคนตกลงใจซื้อของในครั้งแรกที่มาร้านค้าออนไลน์เพียง 1 คน เท่านั้น!! หมายความว่าที่เหลืออีก 99% ออกจากร้านคุณไป และอาจไปร้านคู่แข่งด้วยนี่สิ เอายังไงดีละทีนี้

remarketing ads

ดังนั้นในข้อ 5 นี้ สิ่งที่ผมและทีมงานทำให้ลูกค้าของเราคือ การ follow up หรือ จะเรียกว่า re-marketing ก็ยังได้ คุณเคยไหมที่เวลาไปดูเว็บอะไร มาแล้วหลังจากนั้นคุณก็จะเห็นโฆษณาจากเว็บนั้นตามหลอน ขายของ ตลอดเวลา? นั่นแหละครับ เรียกว่า re-marketing DONE WRONG แปลว่า เป็นการ follow up หรือ re-marketing แบบที่ผิดมากกก

ดังนั้น ถ้าตกลงปลงใจว่าจะใช้กลไกนี้ในการตามติดปิดการขายแล้ว ล่ะก็ ทำให้ดี อย่าให้โรคจิตใส่ว่าที่ลูกค้ามากนัก เพราะว่านอกจากจะขายของไม่ได้แล้ว อาจส่งผลในแง่ลบต่อ Brand คุญได้ด้วย

สรุป: ขายของออนไลน์ยังไงให้ได้กำไร ไม่เจ๊ง

1. ตั้งงบโฆษณา แล้วกำตังค์ไปจ่าย Google เป็นต้น สร้าง Ad เสร็จ เปิดก๊อก เริ่มส่งคนไปเว็บคุณ

2. ปรับปรุงประสิทธิภาพ Ad เพื่อลดต้นทุน ในขณะเดียวกันขายของได้มาก

3. ปรับแต่งเว็บไซต์ เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ หรือ ทำ CRO

4. ตามไปปิดการขายด้วย หรือ re-market ด้วยสื่อต่างๆ เช่น ไลน์ เฟสบุ้ค กูเกิ้ล หรือ อีเมล์

แถมให้: การตั้งเป้าหมาย และวัดผล (Goal & Conversion Tracking)

การจะทำอะไรให้ดี ถ้าไม่มีเป้าหมาย (ให้วิ่งชน)  คุณก็ทำอะไร ต่อมิอะไร ไปยังงั้นๆ แระ ไม่มีจุดหมาย เปลืองตังค์ เสียเวลาเปล่า

มีเป้าหมายแล้วก็ต้องวัดผล ถ้าคุณไม่มีวิธีการวัดผล คุณก็ไม่สามารถรู้ได้ว่าอะไรผิด อะไรถูก คุณก็ไม่สามรถปรับปรุงอะไรๆ ให้มันดีขึ้น 

ตั้งเป้าหมาย และวัดผล

ในการทำการตลาดออนไลน์ ก่อนที่จะกำเงินไปซื้อจ่ายให้เฟสบุ้ค หรือ กูเกิ้ล คุณต้องเตรียมเป้าหมายของคุณให้เรียบร้อย เช่น ถ้าคุณมีเป้าว่าอยากจะได้ การติดต่อจากลูกค้ามากขึ้น คุณก็อาจตั้งเป้าหมายจำนวนครั้งที่คุณได้รับโทรศัพท์, ข้อความจากไลน์, หรือ หมายที่เป็นปัจจัยเกื้อหนุนอ้อมๆ อย่าง มีคนดูวีดีโอ ในเว็บคุณไปกี่คนแล้ว แต่ละคนดูไปกี่เปอร์เซ็น แบบนี้ก็ยังได้

บริการลงโฆษณาออนไลน์ใน Facebook หรือ Google

บริการลงโฆษณา online กระตุ้นยอด เพิ่มยอดขายในยุคเศรษฐกิจไม่ได้อย่างดี แพ็คเกจที่เราให้บริการมีด้วยกัน 3 packages ด้วยกัน คือ Basic, Premium และ Exclusive ดังนี้

Ba​​​​sic

฿ 10K

/mo

Facebook/Google Ad

  • Campaign Setting
  • Ad Creation
  • Ad Testing
  • Ad Optimization
  • GA, GTM Tracking
  • Monthly Report
Premium

฿ 15K

/mo

'Basic' + CRO

  • 2 Landing Pages 
  • Landing Page Optimization
  • A/B  Split Test
  • Ad sequencing
  • Remarketing
Exclusive

฿ 18K

/mo

'Premium' + Follow Up

  • Email  - Up to 500 Contacts
  • Line - 4 Posts / mo
  • Facebook Chat  Bot - Up to 500 Subscribers
  • 5 Messages per platform

1. Basic - แพ็คเกจเริ่มต้น

แพ็คเกจนี้ไม่ค่อยได้ไปแตะ หรือปรับปรุงเว็บไซต์ มากนัก Landing page มีการดูความเหมาะสม และปรับปรุงแบบพื้นฐาน แต่จะเน้นในส่วนของตัวโฆษณาเสียเป็นส่วนใหญ่ เพียงพอสำหรับผู้เริ่มต้นธุรกิจ และต้องการเพิ่มยอดขายผ่านทางออนไลน์ สิ่งที่คุณจะได้รับ

Iron Man icon
  • การสร้าง และตั้งค่า campaign การลงโฆษณาแบบด้วยค่าที่เหมาะสม กับแต่ละ platform ลง อาทิ ลงใน facebook เราก็จะ research เพื่อเลือก interests ที่ตรงกับประเภทสินค้า หรือบริการของคุณ มาลง
  • การสร้างโฆษณา แบบ text หรือ banner ขึ้นกับ platform ที่ลง เช่น ลงใน Google Search โฆษณาก็จะเป็นแบบตังหนังสือ ถ้าลงใน facebook ก็จะมีรูปภาพ และตัวหนังสือ ผสมผสานกันอย่างลงตัว 
  • ทดสอบ และการปรับปรุงคุณภาพโฆษณา โดยผมจะสร้างโฆษณาให้คุณอย่างน้อย 3 โฆษณา ทดสอบเทียบกัน เพื่อหาว่าโฆษณาตัวไหนช่วยคุณประหยัดได้มากที่สุด เพื่อหาว่าโฆษณาตัวไหนคนดูชอบมากที่สุด ติดต่อมาหาคุณ หรือซื้อของคุณมากที่สุด เป็นต้น
  • รายงานผลการลงโฆษณา โดยปกติจะส่งให้ภายในวันที่ 3 ของเดือนถัดไป

2. Premium - แพ็คเกจสุดคุ้ม

แพ็คเกจนี้รวมสิ่งที่จะทำให้ใน basic package แล้วก็จะเสริมเพิ่ม Conversion Optimization และ Remarketing  ทั้ง 2 เทคนิคนี้ ทำหน้าที่ช่วยเพิ่มยอดขายได้เป็นอย่างดี

The Hulk Icon
  • ผมสร้างหน้า Landing Page ให้คุณ 2 หน้า
  • นอกจากสร้าง Lading Page ให้แล้วยังปรับปรุงประสิทธิภาพ และทดสอบทั้ง 2 หน้า เทียบกัน เพื่อหาหน้าที่ว่าที่ลูกค้าคุณโปรดปรานมากที่สุด จุดประสงค์ก็คือ ให้เขาเหล่านั้นยกหูโทรศัพท์ ไลน์ มาสอบถาม หรือ ซื้อของในเว็บคุณเลย ในกรณีของ e-commerce
  • การลงโฆษณาในแพ็คนี้ เรียกได้ว่าจะซับซ้อนขึ้น โดยผมได้เพิ่ม remarketing (การส่งโฆษณาให้คนที่เคยเข้าชมเว็บไซต์คุณดูอีกเรื่อยๆ) และ ad sequencing 
  • รายงานผลการลงโฆษณา โดยปกติจะส่งให้ภายในวันที่ 3 ของเดือนถัดไป

3. Exclusive - แพ็คเกจกระตุันยอด

Pagekage สุดท้ายนี้ เหมาะมากสำหรับท่านที่ขายออนไลน์อยู่แล้ว และต้องการเพิ่มยอดขายขึ้นไปอีก ในแพ็คนี้เราผสมผสานทั้งสองแพ็คเกจแรกคือ basic และ premium เข้าด้วยกันแล้วเพิ่มการตามติด (follow up) ว่าที่ลูกค้าเพื่อปิดการขาย รายละเอียดการ follow up มีดังนี้

  • ติดตามปิดการขายทาง LINE จำนวน 4 โฆษณา ต่อ เดือน
  • ติดตามปิดการขายทาง Email (อีเมล์) จำนวน contact สูงสุด 500 อีเมล์ 
  • ติดตามปิดยอดขายทาง Facebook Chatbot จำนวน contact สูงสุด 500 subscribers
  • โฆษณาที่เราจะสร้างให้ ทั้ง 3 platform ไม่เกิน 15 โฆษณา

ดู package แล้วยังไม่ค่อยเข้าใจ ตัดสินใจไม่ได้ว่าแบบไหนเหมาะกับธุรกิจของท่านมาที่สุด ส่งข้อความทัก สอบถามกันมาได้ 3 ช่องทางครับ ทีมงานยินดีให้คำปรึกษา

ช่องทางติดต่อ

รับทำการตลาดออนไลน์เพิ่มยอดขาย ครบวงจร
ที่ตั้ง : 1188/155 เอ็มคอนโด ลาดพร้าว, พหลโยธิน, จอมพล, จตุจักร, กรุงเทพ - 10900 ประเทศไทย.
โทร : 990630909
อีเมล์ : [email protected]
envelope-o

อีเมล์ (Email)

ไลน์ (Line)

เฟสบุ้ค (Messenger)