(งานวิจัย) การทำ SEO มหาวิทยาลัยกรุงเทพ

seo research

แชร์โพสต์นี้

Share on facebook
Share on linkedin
Share on twitter
Share on email

นำงานวิจัยดีๆ มาฝากครับ เขียนโดยคุณ นิธิศ จิรัชยะกูล, นพดล ชาติรังสรรค์ – มหาวิทยาลัยกรุงเทพ

บทความนี้นำเสนอการปรับปรุงส่วนต่างๆ ของเว็บไซต์มหาวิทยาลัยกรุงเทพด้วยเทคนิค Search Engine Optimization (SEO) ที่จะส่งผลให้ชื่อเว็บไซต์ถูกแสดงอยู่ในอันดับต้นๆ ของการแสดงผลจากการค้นหา

โดย SearchEngine เทคนิคนี้จะแบ่งออกเป็นสามส่วน หลัก โดยเริ่มต้น

  • ตั้งแต่การเลือกพื้นที่จัดเก็บเว็บไซต์ (Hosting)
  • การออกแบบลักษณะข้อมูลเนื้อหาบนเว็บเพจ (Contents)
  • ไปจนถึงการ เชื่อมต่อเว็บไซต์ (Links) ที่จะทำให้ Web Crawlers เข้ามาเก็บข้อมูลจากเว็บไซต์และนำไปจัดทำดัชนี (Index) บนฐานข้อมูลของ Search Engine

กรณีศึกษานี้จะนำกระบวนการพัฒนาเว็บไซต์ในรูปแบบ SEO Cycle เป็นขั้นตอนการดำเนินการ โดยมีเป้าหมายคือทำให้เกิดการ ปรับการจัดอันดับ(Rank) การแสดงผลเว็บไซต์ให้อยู่ในอันดับที่สูงขึ้นซึ่งจะทดำให้เกิดประโยชน์ทั้งในด้านการตลาดการประชาสัมพันธ์และ อื่นๆ อีกมาก

สารบัญ

บทนำ

ปัจจุบันปริมาณผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตมีเป็นจำนวนมากและมีอัตราการเพิ่มของผู้ใช้งานใหม่อย่างต่อเนื่อง ดังแสดงให้เห็นในภาพ ที่ 1

ดังนั้นองค์กรต่างๆ จึงจำเป็นต้องมีเว็บไซต์เพื่อใช้เป็นช่องทางสื่อสารบนอินเทอร์เน็ตสำหรับการประชาสัมพันธ์ข่าวสารต่างๆ การสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับองค์กรหรือประโยชน์ในด้านอื่น ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตที่เข้ามาชมเว็บไซต์อาจเข้ามาจากทางตรงหมายความว่า ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตจะต้องรู้จักชื่อของเว็บไซต์นั้น (DomainName) ยกตัวอย่างเช่น www.bu.ac.th

แต่โดยทั่วไปแล้วผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตในปัจจุบันมักใช้เครื่องมือสืบค้นข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตเพื่อหาเว็บไซต์ที่ตนเองต้องการ และเนื่องจากจำนวนเว็บไซต์มีปริมาณมากและเพิ่ม จำนวนขึ้นตลอดเวลา ทำให้เกิดการแข่งขันกันเพื่อที่จะทำให้เว็บไซต์ของตัวเองได้รับการจัดอันดับอยู่ในลำดับต้นๆ เพื่อที่จะให้คนรู้จักและเข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์ได้ง่าย

internet users statistic thailand
ภาพที่ 1 กราฟสถิติจำนวนผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตในประเทศไทย สำรวจโดยNECTEC ที่มา: http://internet.nectec.or.th/webstats/internetuser.iir?Sec=internetuser

Search Engine คือเครื่องมือสืบค้นข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตโดย Search Engine ที่ได้รับความนิยมสูงสุดในปัจจุบันคือ Google ซึ่งจัดอยู่ในประเภท Crawler Based Search Engine ซึ่งมีผู้ใช้ถึง 55.2 % (Search Engine Rating, 2010)

โดยลักษณะการทำงานฃของ Search Engine ประเภทนี้คือจะส่งโปรแกรมที่เรียกว่า Web Crawlers หรือ Web Spiders หรือ WebRobots (สำหรับ Google จะเรียกว่า Googlebot) ไปเก็บหรือสำเนาข้อมูลเว็บเพจหน้าใหม่ หรือที่มีการปรับปรุงแล้วนำไปจัดเก็บบนฐานข้อมูลเพื่อทำการประมวลผล และจัดทำดัชนีที่เรียกว่าการ Index ดังภาพที่ 2

จำลองการทำงานของ Web Crawlers
ภาพที่ 2 จำลองการทำงานของ Web Crawlers ที่มา: http://www.prlog.org/10143815-web2db-responseto-users-requirement.html

การใช้งาน Search Engine โดยทั่วไปเพียงแค่กรอกคำค้นหาหรือที่เรียกว่า Keyword เท่านั้น Search Engine จะไปค้นหาข้อมูลเนื้อหาเว็บเพจที่ถูกจัดเก็บบนฐานข้อมูลโดยจะนำข้อมูลที่ตรงกับ Keyword แสดงเป็นรายชื่อของเว็บเพจเรียงลงมาตามอันดับซึ่ง

Search Engine อาจแบ่งรายชื่อเว็บเพจออกเป็น10 รายชื่อต่อหนึ่งหน้า การจัดเรียงอันดับรายชื่อเว็บเพจนี้เรียว่า Rank ดังภาพที่ 3

แสดงอันดับรายชื่อเว็บไซต์ที่ค้นหาด้วย Keyword “University”
ภาพที่ 3 แสดงอันดับรายชื่อเว็บไซต์ที่ค้นหาด้วย Keyword “University” ที่มา: http://www.google.com

ซึ่งทุกองค์กรจะต้องให้ความสำคัญเพราะนั่นหมายถึงโอกาสที่ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายของแต่ละองค์กรจะสามารถพบและเข้ามาชมเว็บไซต์ได้

โดยถ้าเว็บไซต์ของเราได้รับการจัดอันดับอยู่อันดับต้นๆ อย่างต่อเนื่องก็จะส่งผลให้มีผู้เข้ามาเยี่ยมชมอย่างสม่ำเสมอ (Junghoo Cho,2004) อย่างไรก็ตามเนื่องจากมีเว็บไซต์อยู่เป็นจำนวนมาก ทำให้เว็บไซต์ของเราไม่ได้รับการจัดอันดับอยู่ในอันดับต้นๆ และผู้ใช้อาจหาเว็บไซต์ของเราไม่พบซึ่งจะทำให้สูญเสียโอกาสทางธุรกิจได้ดังนั้นการศึกษานี้จะศึกษาถึงแนวทางเทคนิคที่ทำให้เว็บไซต์ถูกแสดงในอันดับต้นๆ ของการค้นหา โดยใช้วิธีที่เรียกว่าการทำ Search Engine Optimization (SEO)

Search Engine Optimization

Search Engine Optimization (SEO) คือ เทคนิคการปรับแต่งเว็บไซต์เพื่อให้เว็บไซต์อยู่ในอันดับต้นๆ (Rank) ของการแสดงผลจาก SearchEngine การพัฒนาเว็บไซต์ทั่วไปที่นำเทคนิค SEO ไปใช้สามารถแบ่งขั้นตอนออกเป็นส่วนต่างๆ ได้ดังภาพที่ 4

Search Engine Optimization (SEO) Cycle
ภาพที่ 4 Search Engine Optimization (SEO) Cycle
  • Competitive Landscape รู้จักตนเอง กำหนดเป้าหมาย และศึกษาคู่แข่ง
  • Keyword Selection วิเคราะห์คำค้นหา (Keyword) ของกลุ่มเป้าหมาย
  • Site Architecture ออกแบบโครงสร้าเว็บไซต์
  • Content Development การจัดทำเนื้อหาเว็บไซต์
  • Linking Strategies กลยุทธ์การเชื่อมต่อเว็บไซต์ (Links)
  • Analysis & Reporting วิเคราะห์และประเมินผล
  • SEO Business Analysis วิเคราะห์ความคุ้มค่าของการใช้เทคนิค SEO

เมื่อพิจารณาขั้นตอนการพัฒนาเว็บไซต์จะพบว่าส่วนที่เกี่ยวข้องกับเทคนิค Search Engine Optimization (SEO)จะประกอบไปด้วย 3 ส่วน คือ Site Architecture, Content Development และ Linking Strategies ซึ่งในแต่ละส่วนจะมีรายละเอียดขั้นตอนการปรับแต่งเว็บไซต์ดังภาพที่ 5

องค์ประกอบหลัก 3 ส่วนของเทคนิค Search Engine
ภาพที่ 5 องค์ประกอบหลัก 3 ส่วนของเทคนิค Search Engine Optimization (SEO)

1. Site Architecture โครงสร้างเว็บไซต์

  • Hosting จะต้องมีความเสถียร หากเว็บไซต์ไม่สามารถใช้งานได้เปิดปกติแล้ว Web Crawlers เข้ามาเก็บข้อมูลในขณะนั้นพอดีก็จะส่งผลต่อการ จัดทำดัชนี (Index)
  • Domain ของเว็บไซต์ที่มีการจดทะเบียนมานาน จะส่งผลต่อความน่าเชื่อถือ
  • Sitemap ของเว็บไซต์ควรทำให้ถูกต้องสมบูรณ์เนื่องจาก Web Crawlers จะสามารถเข้ามาเก็บข้อมูลบนเว็บไซต์ได้สะดวกยิ่งขึ้น และทำให้ผู้ใช้สามารถค้นหาข้อมูลต่างๆ ที่อยู่ภายในเว็บไซต์ได้ สะดวก (Pilgrim, 2007)
  • URL Structure หรือโครงสร้างของเว็บไซต์ควรมีการวาง Keyword แทรกอยู่ไม่ว่าจะเป็นหน้าเว็บเพจหรือไฟล์ต่างๆ ดังนี้ /keyword.html/keyword1/keyword.html

2. Contents เนื้อหาข้อมูลเว็บเพจ

  • Unique Content and Frequency of change หมายถึงเนื้อหาไม่ควรซ้ำคำกับของเว็บไซต์อื่นและ มีการปรับเปลี่ยนเนื้อหาอยู่เป็นประจำ
  • Keyword Formatting หากข้อความใดภายใน Content ที่เป็น Keyword ควรเน้นเป็นพิเศษ เช่นการใช้ Tag <B> หรือ <Strong>
  • การแทรก Keyword ที่ควรแทรกไว้ใน Tags ต่างๆ ดังนี้
  • Title Tag – <TITLE></TITLE>
  • Head Tag – <H1></H1>,<H2></H2>,<H3></H3>
  • Meta Keyword Tag
  • Meta Description Tag
  • Image ALT Tag
  • Density of Keywords ควรระวังไม่ให้มี Keyword แทรกเกิน5 % ของเนืื้อ หาทงั้ หมดบนหน้าเวบ็ เพจเนื่องจาก Search Engine จะถือว่าเป็น Spam

3. Links การเชื่อมต่อของเว็บไซต์

  • Inbound Link คือ Link จากเว็บไซต์อื่นในรูป Text ที่เป็น Keyword
  • Link from Similar Sites คือ Link จากเว็บไซต์อื่นที่มีเนื้อหาคล้ายกัน
  • Links from .edu and .gov คือ Link จากเว็บไซต์การศึกษาหรือหน่วยงานราชการ
  • Number of Backlinks คือ จำนวน Link จากเว็บไซต์อื่น
  • Anchor Text of Internal Links คือ Anchor Text ที่เป็น Links ไปยังเว็บเพจต่างๆ ภายในเว็บไซต์

นอกจากนี้เทคนิคต่างๆ ที่กล่าวมาทาง Google ยังได้แนะนำแนวทางเบื้องต้น 10 ขั้นตอนสำหรับการทำ SEO (Google) และการที่เว็บไซต์จะได้รับการจัดอันดับที่ดีจาก Search Engineนั้นต้องพิจารณาถึง Web metrics ต่างๆ

เช่น Page Rank สำหรับใช้วัดความสำคัญของเว็บเพจโดยมีค่าตั้งแต่ 0 ถึง 10 ซึ่งตัวเลขยิ่งสูงหมายถึงมีโอกาสได้รับการจัดอันดับที่ดีกว่าหรือ Link Structure เพื่อให้การเชื่อมโยงภายในเว็บเชื่อมต่อกันอย่างเป็นระบบ เป็นต้นซึ่งสิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นถงึ คณุ ภาพของข้อมูลที่อยู่ในเว็บ ไซต์ขององค์กร (Devanshu Dhyani, 2002) อีกทั้งการที่จะทำให้เว็บไซต์ขององค์กรได้เลื่อนอันดับจาก Search Engine นั้น ควรที่จะพิจารณาถึงวิธีการที่ใช้ในการพัฒนาเว็บไซต์ด้วย (Heng, 2008)(Webmaster Guidelines)

แนวทางการปรับปรุงเว็บไซต์มหาวิทยาลัยกรุงเทพด้วย SEO

เว็บไซต์มหาวิทยาลัยกรุงเทพเป็นเว็บไซต์ที่มีขนาดใหญ่ และถูกใช้เพื่อเป็นกลยุทธ์ในการประชาสัมพันธ์ข่าวสารของ
มหาวิทยาลัย และหน่วยงานต่างๆ ซงึ่ ข้อมูล ที่เผยแพร่อยู่บนเน็ตมีจำนวนมาก แต่ขาดการออกแบบโครงสร้างที่ดี และยังไม่ได้คำนึงถึงแนวทางในการทำ SEO ดังนั้นจึงได้นำเสนอรูปแบบเพื่อใช้เป็นแนวทางสำหรับปรับปรุงเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยกรุงเทพ เพื่อให้มีผลต่อการจัดอันดับของ Search Engine ดังนี้.

  • Keyword Selection วิเคราะห์คำค้นหา (Keyword)ที่คาดว่ากลุ่มเป้าหมายจะนำไปใช้ โดยกลุ่มเป้าหมายของมหาวิทยาลัยกรุงเทพเป็น นักเรียนระดับมัธยมตอนปลายที่ต้องการศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา และคำค้นหา (Keyword) ที่คาดว่ากลุ่มเป้าหมายจะนำไปใช้คือคำว่า “มหาวิทยาลัย” หรือคำว่า “มหาวิทยาลัยเอกชน” จากปริมาณผลการค้นหาสามารถประเมินได้ว่าคำค้นหา (Keyword)ใดมีการแข่งขันมากน้อยเพียงใดดังภาพที่ 6 จากนั้นนำคำค้นมาเป็น Keyword สำหรับปรับปรุงเว็บไซต์ต่อไป
แสดงผลการค้นหาด้วยคำว่า “มหาวิทยาลัย”
ภาพที่ 6 แสดงผลการค้นหาด้วยคำว่า “มหาวิทยาลัย” ที่มา: http://www.google.co.th
  • Site Architecture ออกแบบโครงสร้าเว็บไซต์
  • ปรับโครงสร้างเว็บไซต์ (Site Structure) ให้เนื้อหามีความสอดคล้องและเป็นหมวดหมู่ดังภาพที่ 7
แสดงแนวทางการจัดหมวดหมู่ข้อมูลบนเว็บไซต์
ภาพที่ 7 แสดงแนวทางการจัดหมวดหมู่ข้อมูลบนเว็บไซต์
  • ออกแบบ URL Structure ทั้งส่วนชื่อ WebPage และไฟล์ต่างๆ ให้สอดคล้องกับ Keyword เช่น http://www.bu.ac.th/th/services/services.php เปลี่ยนเป็น http://www.bu.ac.th/thai/university_services.php หรือหากต้องการระบุ Link ที่ชัดเจนถึง Service ที่ต้องการดู หากอยู่ภายในหน้าเดียวกันให้ใช้ Tag Anchor ช่วยในการสร้าง Link เช่น http://www.bu.ac.th/thai/ university_services.php #Legal Assistance Office

จัดระบบ Navigation บนเว็บไซต์โดย พิจารณาถึง Internal Links และ ExternalLinks ดังนี้

  • Links ต่างๆ ที่เป็นหมวดหมู่หลักจะต้องประกอบด้วย Keyword
  • ออกแบบให้ Link ไปยังเนื้อหาต่างๆตามรูปแบบ Tree โดยไม่ควรให้เว็บเพจนั้นอยู่ลึกมากกว่า 4 คลิก
  • เว็บไซต์ภายใต้โดเมนของ bu.ac.thควรที่จะมีการ Link หากันอย่างเหมาะสม
  • พิจารณาถึง External Links จะต้องไม่มากกว่า 100 Links
  • ทำ Sitemap ในที่นี้ขอยกตัวอย่างการสร้าง Sitemap ในรูปแบบ XML ไฟล์ด้วยเครื่องมือบนอินเทอร์เน็ต โดยเข้าไปที่
    http://www.xml-sitemaps.com เว็บไซต์ดังกล่าวจะมีเครื่องมือสำหรับสร้างไฟล์ sitemap.xml ให้อัตโนมัติ แต่การใช้เครื่องมือดังกล่าวจะต้องทำหลังจากจัดทำเว็บไซต์เสร็จเรียบร้อยเมื่อได้ไฟล์ดังกล่าวสามารถนำไปใช้กับ Google Webmaster Tools ในส่วน Sitemaps เพื่อให้ Googlebot ที่เป็น Web Crawlers เข้ามาเก็บข้อมูลได้ทั่วทั้งเว็บไซต์
  • Content Development การจัดทำเนื้อหาเว็บไซต์
  • ปรับปรุง Content ภายในเว็บเพจใหม่โดยเพิ่ม Keyword ที่ต้องการ โดยต้องคำนึงถึงเรื่อง Density of Keywords ให้มีความเหมาะสมกับเนื้อหาที่อยู่ภายในหน้าเว็บนั้น
  • ใส่ Head Tag หรือ Tag อื่นเช่น <B> หรือ <Strong>เน้นคำที่เป็น Keyword ภายใน Content ยกตัวอย่างเช่น <h1>Bangkok University</h1> หรือ <strong>Bangkok University</strong>
  • เพิ่ม Keyword ในส่วน Meta Keyword Tag และ Meta Description Tag ยกตัวอย่างเช่น <META NAME=”Keywords” lang=”en” CONTENT=”Bangkok University,Thai University, International College Bangkok”><META NAME=”Keywords”lang=”th” CONTENT=”มหาวิทยาลัยกรุงเทพ,ม.กรุงเทพ, มหาวิทยาลัย, รังสิต,กล้วยน้ำไท”>ในส่วนของรูปภาพต่างๆ จะต้องใส่ Image ALT Tag หรือนำ CSS เข้ามาช่วยในการแทรก Keyword ยกตัวอย่างเช่น <imgsrc=”Bangkok_University”alt=”มหาวิทยาลัยกรุงเทพ”>
  • Linking Strategies กลยุทธ์การเชื่อมต่อเว็บไซต์(Links)
  • ลงทะเบียนเว็บไซต์ตาม Web Directoryต่างๆ (Directory Submission) เช่น www.eduzones.com www.dek-d.com
  • ประสานกับหน่วยงานที่มีการติดต่อกับองค์การศึกษาหรือหน่วยงานราชการต่างๆเพื่อขอแลก Link ลงในเว็บไซต์

บทสรุป

การศึกษาครั้งนี้เป็นการทดสอบแนวความคิดการปรับปรุงเว็บไซต์โดยใช้เทคนิค Search Engine Optimization (SEO) โดยเริ่มตั้งแต่การออกแบบ Site Architecture ของเว็บไซต์ลักษณะรูปแบบของ Content ที่ดีไปจนถึงเรื่อง Links

เพื่อให้ชื่อเว็บไซต์ถูกแสดงอยู่ในอันดับ (Rank) ต้นๆ เมื่อถูกค้นหาโดย Search Engine ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อองค์กรในหลายๆด้านโดยเฉพาะอย่างยิ่งโอกาสในการสร้างช่องทางการตลาดใหม่ๆอย่างไรก็ตามการใช้เทคนิค Search Engine Optimization (SEO) จำเป็นต้องใช้ระยะเวลาการปรับอันดับในระยะเวลาหนึ่งเนื่องจากต้องรอ Search Engine เข้ามาเก็บข้อมูลบนเว็บไซต์และจัดทำดัชนี (Index) ใหม่อีกประการหนึ่งการปรับอันดับเว็บไซต์ให้ดีขึ้นจะทำได้ยากหาก Keyword ที่เลือกใช้เป็นที่นิยม เพราะการแข่งขันในเรื่องอันดับ (Rank) ของเว็บไซต์มีการแข่งขันสูง

เนื่องจากหลายองค์กรได้ให้ความสำคัญกับการใช้เทคนิค Search Engine Optimization(SEO) กับเว็บไซต์ของตนเองเช่นเดียวกัน ดังนั้นจึงควรพิจารณาเลือกใช้ Keyword ที่เหมาะสมกับตนเองด้วย