Archive

Category Archives for "Basics"

ว่าด้วยเรื่อง แผนผังเว็บไซต์ ฉบับมือใหม่หัดสร้าง XML Sitemap

หลายคนยังคลุมเคลือในหลายหัวข้อเกี่ยวกับ SEO แล้วไอ้เจ้า XML Sitemap ซึ่งเป็นหัวข้อที่เราจะพูดกันในวันนี้ ก็เป็นหนึ่งในนั้น บางคนไม่รู้จริงๆ ว่าไฟล์นี้คืออะไร, มีไว้ทำไม แล้วเทคนิคการปรับแต่ง sitemap ให้เป็นที่ LOVE ของ บิ้ก G นั้นทำได้อย่างไร คำถามเหล่านี้ มีคำตอบแล้ววันนี้ ที่นี่ 🙂

เทคนิค ทิป การปรับแต่ง XML SITEMAP

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว เว็บมาสเตอร์ต้องการให้ Bots หรือ spider เข้าถึงเว็บของตน เหล่าเว็บมาสเตอร์ทั้งหลายก็จะสร้าง HTML (Hypertext Markup Lanugage) Sitemap ไว้ ก็คือเป็นหน้าเว็บ HTML ธรรมดา แล้วก็ไปแปะเป็นลิ้งค์ไว้ที่ Footer

ไฟล์นี้ก็ไม่ต่างกับไฟล์เว็บ HTML ทั่วไป เนื้อหาในหน้าจะเต็มไปด้วย ลิ้งค์ไปยังส่วนต่างๆ ของเว็บไซต์ ไว้ให้ บ็อท (Bots) จาก Search Engine ค่ายต่างๆ เช่น Google, Yahoo เป็นต้น สามารถไต่ไฟล์นี้ ไปยังทุกๆหน้าของเว็บได้

ต่อมาก็ได้มีการแนะนำวิธีใหม่ โดย Search Engines ว่าไม่เอาแระ HTML ไฟล์ มันง่ายไป ให้เปลี่ยนไปเป็น XML (eXtensible Markup Language) แทน จากวันนั้น ถึงวันนี้เว็บมาสเตอร์ก็ได้ยึดเอาสิ่งนี้เป็นสรณะ ในการป้อน URLs ให้กับ Search Engine

แล้วไอ้เจ้า XML Sitemap นี้ จริงๆแล้วมันคือ อะไร (ฟระ!)

ตอบแบบรวบรัดว่า XML Sitemap คือไฟล์ประเภท XML หรือ eXtensible Markup Language โดยทั่วไปถูกอัพโหลดชึ้นไปเก็บไว้ใน Root ของเว็บไซต์ เช่น www.เว็บไซต์.com/sitemap.xml ไฟล์นี้จะทำหน้าที่บอก Search Engine Bots ค่ายต่างๆ ถึงโครงสร้างเว็บไซต์ว่าประกอบไปด้วย ไฟล์อะไรบ้าง อยู่ที่ไหนของเว็บไซต์ ซึ่งเป็นการอำนวยความสะดวกการทำงานให้ Bots (ในการรวบรวม แยกแยะ วิเคราะห์) ส่งผลให้เว็บของคุณถูก จัดอันดับใน Search Engine ได้รวดเร็วขึ้น

โครงสร้าง XML Sitemap

ด้านล่างเป็นตัวอย่างโครงสร้างของไฟล์ XML แบบเรียบง่ายที่สุด ลองดูกัน

<url>
<loc>http://www.example.com/mypage</loc>
<lastmod>2013-10-10</lastmod>
<changefreq>monthly</changefreq>
<priority>1</priority>
</url>

ในไฟล์ XML Sitemap นี้ก็จะมีข้อมูลที่เราสามารถระบุไว้เพื่อบอก bots เช่น

  • เป็นไฟล์ประเภทไหน เป็น HTML ไหม หรือเป็น รูป หรือเป็นวีดีโอ
  • ตำแหน่งแห่งหนของไฟล์ หรือหน้าเว็บอยู่ที่ส่วนไหนของเซิร์ฟเวอร์ <loc>
  • หน้าเว็บต่างๆ มีการปรับเปลี่ยนล่าสุดเมื่อไร <Lastmod>
  • มีการดัดแปลง แก้ไข ทำซ้ำ <changefreq> บ่อยแค่ไหน
  • รวมถีงคุณสามารถบอก Search Engine ได้ว่าไฟล์ไหนมีความสำคัญ <priority> มาก หรือ น้อย กว่ากัน

คุณอาจจะกำหนดให้หน้าหลัก หรือ Homepage priority สูงๆ (สูงสุด คือ 1 ต่ำสุดคือ 0) บ็อทก็จะให้ความสำคัญหน้า Homepage ของคุณเป็นพิเศษ

การสร้าง XML Sitemap

สำหรับท่านที่ต้องการสร้างไซต์แม็พ เองเลยก็ได้ไม่มีปัญหา แต่อาจใช้เวลาอยู่บ้างในกรณีที่เว็บไซต์ค่อนข้างใหญ่ ส่วนบางท่านอาจเริ่มเกาศรีษะ แกร็กๆๆๆ นึกว่า เอ๊ะเว็บเรามีเป็น 100 หน้า แล้วเมื่อไรจะสร้างเสร็จ อย่ากลัวไป! 

ผมมีตัวช่วยมาเสนอ และยิ่งดีขี้นไปใหญ่คุณสามารถใช้ได้ฟรีๆ  เรามาเริ่มกันที่ตัวเแรกเลย

Sitemap Generator

(www.xml-sitemaps.com)

Free Tool - XML Sitemap generator

วิธีการใช้ก็ง่ายดายครับ เปิดหน้าเว็บขึ้นมาแล้วก็ระบุค่าตามภาพด้านบน เสร็จลแล้วกดปุ่ม Start แรงๆ หนึ่งที จากนั้นก็อดใจรอประมาณ 10วิ แล้วแต่ความใหญ่ของเว็บไซต์ด้วย แต่ละเว็บอ่าจไม่เท่ากัน เมื่อระบบประมวลผลเสร็จคุณสามารถโหลด XML sitemap ที่เพิ่งสร้างมาเก็บไว้ในเครื่อง เพื่อเช็คเนื้อหาว่าถูกต้องไหม จากนั้นก็อัพโหลดเข้าไปใน Root directory ได้เลย เป็นอันเสร็จพิธี เครื่องมือตัวแรกนี้มีข้อจำกัด อยู่บ้าง กล่าวคือ จำนวนหน้ามากที่สุดที่ระบบยอมรับคือ 500 หน้า ครับ สำหรับเว็บที่มีหน้ามากกว่านี้ อาจพิจารณา อัพเกรด อันนี้มีค่าใชจ่าย!

Xenu link sleuth

(http://home.snafu.de/tilman/xenulink.html)

เครื่องมือตัวนี้จริงๆ แล้วเป็นเครื่องมือที่มีความสามารถมากกว่าการทำ sitemap นะครับ เรียกได้ว่าเป็นเครื่องมืออเนกประสงค์สำหรับเราชาว SEO กันเลยทีเดียว ผมใช้ทำ SEO Audit เว็บต่างๆ นับร้อย มาหลายปี ทั้ง project ของตัวเอง และกับลูกค้าที่ทำให้ Agency ดีครับที่สำคัญ ฟรี 100% ไม่ว่า เว็บคุณจะใหญ่แค่ไหน!

วิธีการใช้มีแบบนี้ครับ

หลังจากโหลดซอฟร์แวร์มาแล้ว ก็ทำการติดตั้งปกติ จากนั้นก็ให้เปิดขึ้นมาครับ หน้าตาก็จะเป็นดังรูปด้านล่าง (ผมไม่ขอลงลึกการตั้งค่าละเอียดในโพสนี้ครับ ไว้มีโอกาสหน้าจะโพสให้คุณๆ ได้ อ่านกันต่อไปในการทำ SEO Audit แบบถึงแก่น) ก็ให้คุณใส่ URL เว็บของคุณลงไป จากนั้นกดปุ่ม OK ได้เลย

Xenu Liks Sleuth basic settings

XENU ก็จะทำการไต่ และรวบรวม URL ทั้งหมด ไฟล์ทุกชนิดไม่ว่าจะเป็น HTML, JavaScript, CSS เรียกว่าเหมายกเข่งกันเลยว่างั้น ก็ให้คุณไปทำอะไรอย่างอื่นก่อนได้ครับ ถ้าเว็บคุณค่อนข้างใหญ่ ขั้นตอนนี้ต้องให้เวลากับมันนิดนึง

้How to use XENU to crawl a site

พอเสร็จแล้ว ตัวโปรแกรมก็จะมีกล่องคำถาม บอกคุณว่าไต่เว็บคุณเสร็จแล้วจะดูรายงานไหม ก็ให้คุณข้ามไปก่อน ต่อไปเรามาดูกันว่าจะสร้าง XML Sitemap โดยใช้ Xenu Link Sleuth ได้อย่างไร ดูรูปด้านล่างประกอบไปด้วยครับ

Using XENU Link Sleuth to make Google XML Sitemap

ทีเมนูด้านบน ให้คุณกด File > Google XML Sitemap File … จากนั้นโปรแกรมจะถามว่าคุณจะเซฟไฟล์ที่ไหน คุณก็ตั้งชื่อ (ส่วนใหญ่เขาใช้ชื่อ sitemap.xml กัน ผมก็ใช้ เลยแนะนำให้คุณใช้ด้วยนะ) แล้วก็บันทึก

Look of XML Sitemap by XENU

จากให้คุณอาจจะเป็นไฟล์ที่ได้สร้างไว้ขึ้นมา อาจจะใช้ Notepad ก็ได้ครับ เพื่อดูรูปร่างหน้าตา เช็คความผิดปกติให้แน่ใจว่ามีอะไรไหมที่ประหลาด มี URL ที่ไม่ต้องการไหม มีหน้าที่ errors ไหม เช็คดีแล้วก็อัพโหลดขึ้นไปในเว็บเซิฟเวอร์ได้เลย เท่านี้คุณก็มีแผนผังเว็บไซต์ XML ไว้ใช้กันแล้ว

ปล. การตรวจเช็คอย่างละเอียดผมขอละไว้ เพราะเนื้อหาจะออกไปในทาง Advanced SEO ท่านใดที่สนใจตามไปเสพกันได้ที่โพส “เทคนิคการปรับแต่ง XML Sitemap ให้ SEO แรงส์กว่าใคร

Bonus: เอาละครับ ถึงตรงนี้คุณรู้แล้วว่า XML Sitemap หรือแผนผังเว็บไซต์เวอร์ชั่น XML คืออะไร, ใช้ทำอะไร, แล้วจะสร้างไฟล์นี้ ได้อย่างไร ถ้ายังไม่หนำใจ ผมแถมให้อีกนิด

ส่งไฟล์แผนผังเว็บไซต์ให้ Google (How to submit your sitemap to Google)

ขัันตอนที่1: ก็อบปี้ URL ของไฟล์ XML ที่คุณโหลดขึ้น Server ไว้ เช่น ถ้าคุณตั้งชื่อแผนผังเว็บไซต์คุณว่า my-sitemap.xml แล้วอัพโหลดไว้ใน root URL ของแผนผังเว็บไซต์คุณก็จะเป็นลักษณะนี้ www.yourdomain.com/my-sitemap.xml

ขั้นตอนที่2: ไปที่ Google Search Console หรือเมื่อก่อนเราเรียกว่า Google Webmaster Tool อย่างเดียวกันครับ ในกรณีที่คุณยังไม่มี account ให้ทำการสร้างให้เรียบร้อยก่อนครับ

ขั้นตอนที่3: เมื่อล็อคอินเข้าไปเรียบร้อยแล้ว ไปที่ Crawl > Sitemaps แล้วคลิกปุ่มแดงสีเลือดนก (กระจิบ) “ADD/TEST SITEMAP” ดูรูปด้านล่างประกอบ

Adding XML Sitemap in Google Search Console

เสร็จแล้วก็จะได้รูปตามด้านล่างเป็นอันเสร็จ จบสิ้นกระบวนความ

XML Sitemap submitted to Google

OK ครับผม หวังว่าหลายท่านคงถึงบางอ้อ และมีความเข้าใจมากขึ้นเกี่ยวกับเจ้า แผนผังเว็บไซต์ชนิด XML นี้นะครับ

ผมคงจบโพสนี้ด้วยการทิ้งท้ายไว้เหมือนเดืมครับว่า SEO ไม่ยากอย่างที่คิด ขอแค่ใช้เวลาอยู่กับมันให้พอ มีอะไรติดสงสัยตรงไหน ผมอยู่ตรงนี้ ยินดีให้คำตอบ ครับผม

1

การหาคำหลัก วิจัยคำหลัก (Keyword Research)

how to conduct a keyword research

จริงๆ แล้วการทำ SEO หรือ Search Engine Optimization นั้นเริ่มจากว่า เราจะ Optimize หรือปรับปรุงอะไรให้มันดีขึ้น

อะไรๆในทีนี้เรามุ่งเน้นไปถึง “คำ” ต่างๆ ที่ปุถุชนคนธรรมดาอย่างเราๆ ท่านๆ เข้าไปพิมพ์หาใน Google นั่นเอง คำต่างๆ เหล่านี้เราเรียกว่า คำหลัก หรือ Keyword

พูดให้งงไป สรุป การทำ SEO เราจะเริ่มด้วยการปรับปรุงคีย์เวิร์ดต่างๆ ให้อันดับ หรือ ranking ใน Search Engine อย่าง Google หรือ Bing ให้ดี ยิ่งขึ้นนั่นเอง ทั่วไป ก็อยากติดหน้า 1 Google.co.th เป็นต้น

ในการเฟ้นเลือกหาคำหลักที่จะมาทำนั้น ไม่ใช่ว่าสักแต่ว่าเลือกอะไรมาก็ประสบความสำเร็จทั้งหมด เช่น ร้านเต้นท์รถมือสอง ของคุณๆ ก็อยากให้ คำหลักต่างๆ เช่น เต้นท์รถ, เต้นท์รถมือสอง ต่างๆ เหล่านี้ติดหน้า 1 ทั้งหมด ฟังดูเหมือนง่ายแต่ทำจริงๆ ต้องนำองค์ประกอบหลายๆ อย่างมาพิจารณาร่วมด้วย

ปัจจัยสำคัญ ใช้ในการพิจารณาเลือก Keyword

Search Volume

หรือจำนวนคนตัวเป็นๆ ทีค้นหาคำหลัก ที่คุณสนใจอยู่ว่ามีกี่คนต่อเดือน อันนี้เป็นปัจจัยแรกที่ต้องพิจารณา โดยทั่วไปเดือนๆหนึ่งมีผู้คน ค้นหาธุรกิจของคุณใน Search Engine เป็นจำนวนมาก ย่อมดีกว่าน้อย หรือไม่มีคนสนใจค้นหาเลย

Relevance

คำนี้สำคัญฉไหน? เป็นภาษาไทยเรา ผมแปรแบบยาวๆ หน่อยว่า ความตรง หรือ แม่นยำเที่ยงตรง ในที่นี้ให้โฟกัสไปที่ธุรกิจของคุณ เช่นว่า คุณขายรถมือสองอย่างเดียวไม่มีรถมือหนึ่ง แล้วคุณไปทำ SEO เพื่อดันคีย์กว้างๆ อย่างคำว่า “รถ” (ซึ่งอาจเหมารวมทั้งรถมือ1 และมือ 2) หรือ คำว่า “รถใหม่” เป็นต้น แบบนี้อาจทำให้คุณเสียลูกค้าไปส่วนหนึ่ง ในขณะที่ได้ลงทุน ลงแรงไปแล้วไม่ใช่น้อย ก็อยากฝากว่า ในการเลือกคำหลักที่มาทำ ไม่ใช่เห็นว่ามี Search Volume มากมาย แต่อย่างเดียว อยากให้พิจารณาความตรงกันกับธุรกิจของคุณด้วย ครับ

Competition

ในการทำ SEO คำหลักที่คุณจะทำ แต่ละคำมีคู่แข่งแตกต่างๆ กันไป บางคำยาก บางคำง่าย ตรงนี้ต้องช่างใจ และสมดุลให้ดีครับว่า ถ้าต้องการทำคีย์ที่ค่อนข้างยาก ทำได้ครับ แต่งบประมาณและระยะเวลาในการประสบความสำเร็จนั้นก็จะมากตามไปด้วย โดยทั่วไปผมจะแนะนำลูกค้าว่าให้ทำคละกัน คือ ทำคำหลักที่เป็น long tail เพื่อเห็นผลระยะสั้น และระยะยาวกับคำหลักประเภท short
เอาละครับเกริ่นให้เห็นภาพกันมาพอสมควร

rank-sample

ตัวอย่างเช่น ลูกค้ารายนึง ที่ผมดูแล SEO ให้ต้องการติดหน้า 1 Google คำว่า “คอนโด” ซึ่งเป็นคำกว้างๆ การแข่งขันสูง (มาก) แต่ทำได้ครับ แต่ใช้เวลานานหน่อย และงบประมาณสูงกว่าคำที่การแข่งขันกลางๆ อย่าง “คอนโดติด BTS”

เรามาลงลึกกันดีกว่า ว่าการหาคีย์เวิร์ดนั้น มีวิธีการทำกันอย่างไร ใช้เครื่องไม้เครื่องมือตัวช่วยอะไรบ้าง ไปจนถึงการวิเคราะห์คู่แข่งอย่างละเอียดว่ามีวิธีการทำกันอะไร อย่างไรบ้าง

หาคีย์เวิร์ดตั้งต้น (Seed List)

ขั้นตอนนี้เป็นการหากลุ่มของคำตั้งต้นสัก 5-10 คำ ที่มีความเกี่ยวข้อง (Relevance) กับธุรกิจของคุณ โดยอาจเริ่มจากการ:

ระดมความคิด:

หาคำที่เกี่ยวข้องกับสินค้า หรือบริการหลักๆ เช่น คุณมีธุรกิจขาย “ครีมบำรุงผิว”  คุณก็นั่งคิด นอนคิด และลิสต์ออกมากว่าคุณขายครีมอะไรบ้าง ใช้ส่วนไหนของร่างกายบ้าง ญีุ่ห้ออะไรบ้าง เป็นต้น

Google Keyword Suggestion Tool:

ในส่วนนี้เราจะให้ Google ช่วยระดมความคิดให้คุณหน่อยว่า คำที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจคุณมีอะไรบ้าง วิธีทำมีดังนี้ให้คุณหาคำว่า “ครีมบำรุงผิว” ในกูเกิ้ล

Google keyword suggestions - image

จากนั้นให้เลื่อนลงมาด้านล่างผลการค้นหา แล้วให้คุณมองหาประโยคที่ว่า “การค้นหาที่เกี่ยวข้องกับ” คุณจะเห็นคำที่กูเกิ้ลคิดว่าเกี่ยวข้องกับ ครีมบำรุงผิว คำไหนที่คุณคิดว่าตรงกับสินค้าของคุณก็บันทึก จดใส่เศษกระดาษไว้

Google Webmaster Tool

ถ้าคุณมีเว็บไซต์อยู่แล้วมาระยะหนึ่ง คุณอาจมี Traffic จาก Google บ้างแล้วไม่มากก็น้อย เราสามารถหาไอเดียคีย์เวิร์ดตั้งต้นได้จาก Google Webmaster Tool ด้วยเช่นกัน

Search Analytics Report (GWT) - Image

โดยให้คุณล็อกอิน และดูรายงาน “Search Analytics” โดยคุณสามารถที่จะกรองค่าได้หลายรูปแบบ ไม่เฉพาะคำหลักที่คุณต้องการเช่น คุณสามารถที่จะเปรียบเทียบอันดับของคีย์เวิร์ดใน Desktop และ มือถือ เป็นต้น

เสาะหาคำหลักด้วย Google Keyword Planner

Keyword Planner เป็นเครื่องมือคีย์เวิร์ดที่ Google สร้างมาไว้สำหรับการลงโฆษณาใน Google หรือที่เรารู้จักกันในนาม AdWords ท่านใดที่ยังไม่มี account ก็ไปสร้างกันได้ฟรีตามลิ้งค์นี้ https://adwords.google.com กันก่อน สมัครเสร็จสรรพเรียบร้อยก็ log in เข้าไป หาเครื่องมือวิจัยคำหลักได้จากเมนูด้านบน Tool > Keyword Planner

Browsing through Google Keyword Planner - Image

หลังจากคลิก Keyword Planner แล้ว ในหน้าจอต่อไปจะเป็นการใส่คำหลักตั้งต้นลงไปช่อง “Your Product or Service” แล้วก็ทำการตั้งค่าดังรูปด้านล่าง

Pre-setting Google Keyword Planner - Image

TIPS: นอกจากคุณจะใช้ คีย์เวิร์ดตั้งต้นที่หามาได้ก่อนหน้าแล้ว คุณยังสามาารถใส่เว็บไซต์ของคู่แข่ง หรือเว็บของคุณเองลงไปในช่อง “Your Landing Page” กูเกิ้ลจะไปรวบรวมคำหลักจากเว็บไซต์ดังกล่าวให้คุณในชั่วอึดใจ

กดปุ่ม Get Ideas ครับ กูเกิ้ลจะทำการรวบรวม Keywords ตามค่า settings ที่เราได้กรอกลงไป โดยทั่วไป Google จะหาคำหลักมาให้เรา 800 คำโดยประมาณ  บางกลุ่มคีย์เวิร์ดอาจมากกว่าหรือน้อยกว่า แล้วแต่ว่าอยู่อุตสาหกรรมไหน ในกรณีของเราได้มา 803 คำ (เลข 5)

keyword-download

รูปด้านบนผมใส่หมายเลขกำกับไว้ เรามาไล่ดูกันทีละหมายเลขกันเลย

  1. เมื่อโหลดหน้านี้ในครั้งแรก ระบบแสดงแท็ป “Ad Group Ideas” อัตโนมัติ ซึ่งจะแสดงคำหลักต่างๆ ที่ Google ได้จักกลุ่มหรือหมวดหมู่ (Ad Group) มาให้เรียบร้อย
  2. ราจะ group คำหลักของเราเองครับ ข้ามไปโดยกดที่ แท็ป “Keyword Ideas”
  3. เนื้อหาในแท็ป keyword ideas จะแสดงในรูปแบบตาราง มีกัน 2 ตารางๆ ละ 5 คอลัมน์ (ความหมายของ คอลัมน์ เหล่านี้ เดี๊ยวผมอธิบายต่อไป อดใจรอนิด) ตารางบนเป็นรายละเอียด คีย์เวิร์ดตั้งต้นที่เราใส่เข้าไปให้ Google ในตอนแรก
  4. ส่วนตารางด้านล่างเป็นคำหลักที่ Google หามาให้ โดยใช้คำหลักตั้งต้นที่เราใส่เข้าไป
  5. หมายเลข 5 นี้ได้กล่าวไปแล้วคือ คำที่ Google ได้หามาให้เราทั้งหมด 803 คำ
  6. เพื่อความรวดเร็วในการจัดกลุ่มคำหลัก การวิเคราะห์ ผมแนะนำให้โหลดทั้ง 803 คำลงมาวิเคราะห์ใน excel จะเร็วที่สุด

Keyword file saving option - Image

คุณเลือกได้ครับว่าจะโหลดไฟล์คีย์เวิร์ดมาเก็บไว้เป็น Excel CSV หรือ จะเก็บไว้ใน Google Drive ก็ได้ สำหรับท่านที่ลงโฆษณาใน Google ก็สามารถเซฟไฟล์สำหรับนำไปใช้กับ AdWords Editor ได้เช่นกัน ในกรณีของเราให้เลือก Excel CSV แล้วกดปุ่มสีฟ้าสดใส ดังรูปด้านบน

Opening keyword file in excle - image

โหลดไฟล์คีย์เวิร์ดมาเก็บไว้ในเครื่องแล้ว เปิดด้วย Excel จะเห็นว่ามี column ต่างๆ มากมาย เราจะเก็บไว้เฉพาะบาง column ที่เราใข้ ที่เหลือจะเกี่ยวกับ AdWords เขาครับ เราจะเก็บไว้ แค่

  • Keyword
  • Avg. Monthly Searches (exact match only)

เสร็จแล้วใส่สีให้หน่อย แล้วจัดเรียง (sort) ข้อมูล คอลัมน์ จาก มากไปน้อย Avg. Monthly Searches (exact match only)

Formatted keyword table

ขั้นตอนต่อไปเป็นการ จัดกลุ่ม และคัดกรองคีย์เวิร์ด ในขั้นตอนนี้เราจะใช้ปัจจัยในการเลือกคำหลักที่ได้กล่าวไปแล้วก่อนหน้า คือ relevance และ search volume เช่น

keyword grouping - image

รูปด้านบนแสดงตัวอย่างการคัดกรองคำหลัก โดยจะเป็นกลุ่มคำหลักที่เกี่ยวข้องกับ “ครีมหน้าใส” สังเกตว่าผมทาสีเขียวไว้ จะเป็นคีย์ที่ คุณอาจพิจารณาตัดทิ้งครับ

ตัวอย่างการคัดคำ

  • ให้คุณคัดเลือกคีย์ที่เกี่ยวข้องให้ได้มากที่สุด โดยที่ Search Volume หรือปริมาณการค้นหารายเดือนสูงยอมรับได้
  • คัดคำที่ไม่เกี่ยวข้องทิ่้งไป เช่น “ครีมอะไรใช้แล้วหน้าใส pantip” คำๆนี้ นอกจากปริมาณค้นหาต่ำ (70) แล้ว ผู้ค้นหาเจาะจงว่าต้องเป็นหน้าในเว็บ Pantip อีกด้วย ดังนั้นตัดคำๆ นี้ไป, อีกตัวอย่างเช่นคำว่า “ผิวกายขาวใส” ถ้าคุณขายครีมบำรุงผิวกาย คำๆนี้อาจถูกเก็บไว้ แต่ถ้าคุณขายเฉพาะครีมหน้าใสก็ให้ตัดคำๆนี้ไป ป่วยการทำคีย์ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้

ขั้นตอนนี้อาจดูหน้าเบื่อหน่าย ใช้แรงงานเยอะสักหน่อย แต่อยากให้คุณอดทนคัดคำที่ใช่จริงๆ เสร็จแล้วให้ save ไว้ เราจะนำคำเหล่านี้ไปวิเคราะห์ความสามารถในการแข่งขันต่อไป บทความนี้อาจจะยาวไปสักหน่อย ให้คุณตั้งใจอ่าน อ่านแล้วไม่เข้าใมจ ติดอะไรตรงไหน comments ถามได้ ผมยินดีตอบให้จนเข้าใจ ทุกคำถามครับ

ความหมาย และความสำคัญของการทำ SEO

ทำไมต้องทำ SEO

ถึงตรงนี้ผมเชื่อว่าคุณคงเคยได้ยินเกี่ยวกับ SEO มาบ้าง มากบ้าง น้อยบ้าง ลึกบ้าง ตื้นบ้าง คุณอาจเคยอ่านคำจำกัดความของ SEO จาก วิกิพีเดีย มาแล้วก็ได้  ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี แต่ การเข้าใจคำจำกัดความของ SEO เช่น

SEO เป็นกระบวนการปรับปรุงเว็บเพจ หรือเว็บไซต์ เพื่ออันดับที่ดีขึ้นใน Search Engine เช่น Google

การทำความรู้จักกับคำจำกัดความเช่นนี้แต่เพียงอย่างเดียวนั้น อาจไม่ได้ช่วยตอบบางคำถามในเชิงธุรกิจและเว็บไซต์ของคุณในบางคำถาม อาทิ:

  • คุณจะปรับปรุงเว็บเพจ เว็บไซต์ของคุณเองก็ดี หรือของบริษัทที่คุณรับผิดชอบอยู่ อย่างไร?
  • คุณต้องใช้เวลานานเท่าไร โปรเจ็ค SEO ที่คุณทำอยู่เนี่ย จะเห็นผล?
  • ข้อมูล หรือความรู้ เดี๋ยวนี้มีอยู่เกลื่อนกราด คุณจะแยกแยะ “การทำ SEO แบบผิดๆ หรือ อาจเรียกว่า Blackhat SEO” ออกจาก “Whitehat SEO” ได้อย่างไร?

นอกจากนี้ คำถามที่คุณอาจจะอยากได้คำตอบมากที่สุดในฐานะเจ้าของธุรกิจก็ดี ในฐานะลูกจ้างรับผิดชอบ SEO ก็ดี น่าจะเป็นคำถามที่ว่า ทำอย่างไร SEO จะสามารถช่วยเพิ่มลูกค้าทีสนใจสินค้า หรือบริการให้เข้ามาเยี่ยมชม Website ของคุณในปริมาณที่มากขึ้น เพิ่มยอดขาย และเพิ่มกำไรให้กับธุรกิจของคุณ ถ้าคำถามเหล่านี้อยู่ในใจคุณแล้วละก็ เรามาหาคำตอบไปด้วยกัน อ่านต่อไป ครับ

ทำไมคุณต้องทำ SEO ด้วย?

แหม่ ถ้าเป็น 10 ปีก่อน ผมก็ไม่รู้ว่าจะชักชวนให้คุณมาเสียเวลาเรียน หรือขวนขวายหาความรู้เกี่ยวกับ ไอ้เจ้า SEO นี่ยังไง ก็เพราะตอนนั้นบ้านเรายังไม่ซื้อของออนไลน์กัน ส่วนหนึ่่งเป็นเพราะ

  • อินเตอร์เน็ตยังไม่แพร่หลายเข้าหลายล้านครัวเรือนเหมือนในทุกวันนี้
  • อีกส่วนจากผู้คนสมัยก่อนยังไม่มั่นใจว่าจะซื้อได้หรือ ดีไหม จ่ายสตางค์แล้วจะได้ของไหม เป็นต้น

แต่ทุกวันนี้ ด้วยความที่เทคโนโลยีต่างๆ ได้พัฒนาไปมาก ประกอบกับผู้คนเริ่มตื่นตัว มีความมั่นใจมากขึ้นเยอะเกี่ยวกับการจับจ่ายใช้สอยออนไลน์ ถึงกระนั้นทุกวันนี้ คนที่เก่งด้าน SEO แบบจริงๆ ไม่เกรียน นั้น เท่าที่ดูๆ เหลือบตามองไปมาๆ ยังมีไม่ค่อยมีสักเท่าไร ดังนั้น ฟันธง! กัน ณ ที่นี้ไปเลยว่า เริ่มเรียนรู้ SEO วันนี้ จิตแจ่มใส แน่นอนครับ

กลับมาเข้าเรื่อง, อย่างที่ว่าไป ทุกวันนี้คนต้องการอะไร อยากรู้คำตอบ มีปัญหา กินไม่ได้ นอนไม่หลับ สิ่งแรกๆ ที่ผู้คนในปัจจุบันจะทำเลยคือ ถาม Google ครับ ยกตัวอย่าง มี คฑาชายนายหนึ่ง Search หาคำว่า “ซื้อรถมือสองที่ไหนดี

Google SERP

มีคนค้น คำๆนี้ใน Google คร่าวๆ เดือนละ เกือบ 500 คน! ลองหลับตาแล้วนึภาพตามนะครับ

คนไทยตัวเป็นๆ 200 คน ที่มีความอยากซื้อ รถมือสอง อยู่เป็นทุนเดิม เจอเว็บคุณเข้า (เพราะเว็บคุณอยู่อันดับ 2 หน้า 1 Google) แล้วเห็นว่าเว็บรูปร่างหน้าตาเว็บ พร้อมทั้งข้อมูล มีความน่าเชื่อถือ เลยโทรมาสอบถาม แล้วนัดมาดูรถรุ่นที่ต้องการที่  สมมุติแบบอนุรักษ์นิยมครับว่า คุณปิดการขายได้ 10% หมายความว่า ต่อเดือน คุณมีโอกาสที่จะสร้างรายได้มากขึ้น โดยการขายรถเพิ่มขึ้น เดือนละ 20 คัน! จาก Google และจากการทำ SEO

คุณอาจจะนึกแย้งเล่นๆ ในใจเบาๆ ว่า ทำไมต้องทำ SEO ให้ยุ่งยาก เมื่อยตุ้มไปใย ในเมื่อคุณไปลงโฆษณาในนิตนสารรถมือสอง หรือหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นก็ได้ อาจขายได้เยอะกว่าด้วย!

ตอบว่า: จริงครับผม คุณอาจขายได้มากกว่าการทำ SEO ทว่าผมเชื่อลึกๆว่าการซื้อโฆษณาในสื่อสิ่งพิมพ์เดี๋ยวนี้มีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง  การลงหนังสือพิมพ์แจกฟรี ตามรถไฟฟ้า ยกตัวอย่างนะครับ คุณอาจต้องกำเงินมาวันละเหยียบแสนในการลงโฆษณากรอบเล็ก หน้าใน

อีกอย่างคุณวัดอะไรได้ไม่ค่อยมากกับสื่อแบบเก่าว่า คนที่รับสื่อสิ่งพิมพ์แบบเก่า แบบนั้นไป 100 คน จะมีคนสนใจเรื่องรถมือสองกี่คน! ในการทำ SEO หรือการโฆษณาในสื่ออนไลน์คุณสามารถวัดสมรรถนะได้ลึกและหลากหลายกว่าครับ เช่น คุณสามารถรู้ได้ว่า วันนี้มีคนเข้ามาเว็บไซต์คุณกี่คน หน้าเพจไหนคนดูเยอะ คนอ่านหน้าไหนนาน มาหน้านี้ แล้วไปไหนต่อ เป็นต้น

โอเคๆ SEO ดี น่าทำ แล้วยังไงต่อ ทำยังไงถึงจะเวิร์ค?

ก่อนอื่นก็คงต้องชี้ชัดครับว่าถ้าพูดถึงการทำอันดับใน Search Engine ณ จุดๆ นี้ ก็คงต้องสรุปไปเลย โดยเฉพาะบ้านเราว่า เรากำลังจะทำ SEO ใน Google ทั้งนี้เพราะว่า ทุกวันนี้ Google มีส่วนแบ่งการตลาดมากที่สุดครับ ไม่เฉพาะบ้านเรา แต่เทรนด์เป็นเหมือนกันหมดทั่วโลก ด้านล่างเป็น ส่วนแบ่งการตลาด Search Engine ในบ้านเรา ปี ที่แล้วครับ

Thailand Search Engines market share 2014

จะเห็นว่า Google มีส่วนแบ่งการตลาดมากที่สุด คิดเป็นราว 98% กันเลยทีเดียว ตามมาห่างๆ ก็ Bing และ Yahoo สนใจดูข้อมูลเพิ่มเติมแบบเต็มๆ คลิก

ก่อนที่จะลงรายละเอียดกันเรื่องการทำ SEO เป็นเรื่องเป็นราวแบบเข้มข้น มีอีกอย่างที่ผมอยากให้ คุณๆ ว่าที่ SEO มือโปรขั้นเทพ ได้รู้ไว้ ก็คือ การอัพเดทของ Search Engine หรือ Google ที่เราจะเน้นกัน

Google มีการอัพเดท Algorithm ค่อนข้างบ่อย (ปีที่แล้วปาเข้าไป 1,000 กว่าครั้ง) update แต่ละครั้งก็มีผลกระทบต่ออันดับเว็บไซต์ใน Google มากบ้าง น้อยบ้างต่างกันไป การอัพเดทที่มีผลต่อ SEO ใหญ่ๆ ก็ เขาก็จะตั้งชื่อเพื่อง่ายต่อการจำ และจะตั้งเป็นชื่อสัตว์ เรียกได้ว่า สารพัดสัตว์บก สัตว์น้ำกันเลยทีเดียวก เช่น แพนด้า (Panda) หรือ เพนกวิน (Penguin) เป็นต้น ถามผมได้ครับว่าทำไม Google เอาชื่อสัตว์มาเป็นชื่อ Algorithm update ผมตอบแบบนี้ครับว่า ไม่แน่ใจเหมือนกัน กร๊าากกก!

Google แพนด้า, เพนกวิน อัพเดท

ใครที่สนใจอยากติดตามอัพเดทแบบใกล้ชิด เชิญได้เลยที่นี่ครับ MOZ เขาได้รวบรวมการอัพเดทสำคัญๆ ไว้ให้ เรียบร้อย อัพเดทใหญ่ๆ ที ก็ส่งผล่ต่อ Ranking มากบ้าง น้อยบ้าง บางเว็บก็ขึ้นครับอันดับ ส่วนบางคนมีกี่เว็บล่วงกันทั่งกระดานก็มี SEO อย่างเราๆ ท่านๆ ก็ต้องคอยจับตามองกันละครับว่าอัพเดทแต่ละครั้งส่งผลกับเว็บไซต์เรา เว็บไซต์ลูกค้าอย่างไร แล้วก็ค่อยๆคลำทางแก้ไขกันต่อไป

ทีนี้เรามาดูกันว่าอัพเดททีว่าเนี่ย มีองค์ประกอบหลักๆ อะไรบ้าง อันที่จริงมีกว่า 200++ องค์ประกอบครับ แต่เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เซลสมองของผู้อ่านถูกทำลายมากเกินไป ผมขอยกองค์ประกอบหลักๆ ที่ Google อยากให้มีในเว็บไซต์ต่างๆ เพื่อการทำอันดับดีๆ ใน Google ครับ

  • Google ชอบเว็บไซต์ หรือเว็บเพจที่มีคุณภาพ และมีข้อมูลที่เป็นประโยขน์ต่อผู้เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์นั้นๆ และทีสำคัญข้อมูลต้องตอบโจทย์ หรือตรงกับ คำค้นหา (Search Query) ด้วย

ขยายอีกนิดกับคำว่า คุณภาพ และ ตรง

คำว่าเว็บคุณภาพในสายตา Google นั้น ก็คืออย่างที่กล่าวไปแล้วคือ มีข้อมูลที่ตอบปัญหาผู้เข้าเยี่ยมชมเว็บได้ และที่สำคัญไปกว่านั้นเป็นเว็บที่มี ลิ้งค์ (links) มาจากเว็บที่น่าเชื่อถือครับ ยกตัวอย่างว่า ถ้าเว็บเต็นท์รถมือสอง ของคุณได้ลิ้งค์มาจาก เว็บหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ Top 5 ของประเทศ แน่นอนครับ เว็บคุณในสายตา Google ก็จะดีขึ้นมาผิดหูผิดตาเลยทีเดียว

google botsมาต่อกับคำว่า ตรง หรือ แม่นตรง กัน ในส่วนนี้ Google พิจารณาว่าเว็บใดๆ ว่ามีเนื้อหาสอดคล้องหรือตรงกับ Search Query หรือ คำค้นหา โดยการส่ง Bots หรือ Spiders เข้ามาไต่เว็บต่างๆ แล้วจะทำการเก็บรวบรวม ข้อมูลในเว็บนั้นๆ แล้วสรุปออกมาว่า มีเนื้อหาตรงกับคำหลัก หรือ keyword ไหม

นอกจากสองปัจจัยหลักดังกล่าวคือ Quality หรือ คุณภาพ และ Relevancy หรือ ความแม่นตรง ของเนื้อหาแล้วยังมี อีกนับร้อยๆ ปัจจัยอย่างทีกล่าวไปแล้ว แต่ไม่ต้องตกกะใจไปครับ เราจะไปด้วยกัน จูงมือคุณไป ทำ SEO แบบรับรองผล จนคุณเป็น อ่านต่อไปครับ รับรองผลที่ออกมาเป็นที่หน้าพอใจชัวน์

สำหรับบทความหน้าจะเกี่ยวกับ การทำวิจัยคีย์เวิร์ด ครับผม

 

SEO ฉบับมือใหม่ ครอบคลุมทุกอณูการทำ SEO

seo เบื้องต้น

ผมว่าคุณเคยได้ยินมาบ้างกับคำๆ นี้ SEO บางท่านก็เคยเคยอ่าน เคยศึกษากันมาบางส่วน แต่ก็ยังไม่ Get สักทีว่าจะดันเว็บไซต์ หรือ เว็บเพจให้ติดหน้า 1 ลูกพี่กรู (Google) ได้ยังไง อันนี้เป็นเหมือนกัล ต้องขอสารภาพ -_-‘

ตอนผมเริ่มใหม่ๆ ก็งงไปเหมือนกันว่าไอ้คุณเสี่ยว (SEO) นี่มันทำยังไง (ฟระ) กูรูบ้านเราก็ไม่ค่อยจะมี (10 กว่าปีที่แล้วโน้นน) จะหาใครสอนก็แสนยากเย็น อืมม์ จะเก่ง SEO กันยังไงดีละทีนี้ แบบว่ามืดแปด้านกันเลยทีเดียว

แต่อันที่จริงนะคุณ บอกตรงว่า SEO หรือจะเรียกแบบเต็มๆว่า Search Engine Optimization นั้นไม่ได้ยากเย็นอย่างที่คิด ไม่ได้เป็นวิทยาศาสตร์ล้ำลึกอะไรปานนั้น แต่ถึงกระนั้นท่านผู้รู้ (Guru) บางท่านก็ว่ามันต้องใช้เวลากันเป็นแรมปีทีเดียวถึงจะเข้าใจลึกซึ้งและนำไปใช้งานจริงได้ ส่วนตัวผมทั้งเห็นด้วย และเห็นต่าง ที่เห็นด้วยก็ตรงที่ว่าอาจใช้เวลาบ้าง

ก็นะเวลามนุษย์ปุถุชนคนธรรมดาอย่างเราๆ ท่านๆ มันก็ต้องใช้เวลาบ้างในการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะนานเกินรอ หรือเป็นแรมปีขนาดน้าน มิหนำซ้ำหลักการ หรือแก่นของ SEO จริงๆ นั้นอธิบายกันเป็นเรื่องเป็นราว 10 นาทีก็จบ!!

งั้นเอาแบบนี้ไหม ถ้าคุณอยากรู้ ผมจัดให้ถึงแก่น SEO แบบม้วนเดียวจบ กลั่นจากประสบการณ์ตรงจากการทำงานให้กับ SEO Agency หลายแห่งทัังในและต่างประเทศมาหลายปี

แต่ขอเตือนก่อนนะครับว่าบทความนี้ยาวแน่นอน แต่รับรองว่าถ้าคุณเป็นคนนึงที่ต้องการเพิ่ม Traffic หรือให้คนเข้าเว็บไซต์มากขึ้นด้วย SEO แล้วละก็ รับรองไม่ผิดหวัง พร้อมแล้ว? มาลุยกันเลย!

เรามาดูหัวข้อกันก่อน ว่ามีอะไรกันบ้างที่คุณจะได้เรียนรู้กัน:

  1. SEO คืออะไร? และทำไมถึงสำคัญนัก
  2. การเสาะหาคำหลัก หรือ Keyword อย่างถูกวิธี
  3. รู้เขา รู้เรา รบ 100 ครั้ง ชนะ 100 ครั้ง
  4. หลักการปรับโครงสร้างเว็บไซต์ตามหลัก SEO (On-Page SEO)
  5. โครงสร้างข้อมูล เว็บไซต์ (Information Architecture)
  6. ทำ Content marketing และ สร้าง Link อย่างถูกวิธี
  7. SEO ในเชิงเทคนิค ที่สำคัญๆ
  8. วัด, ติดตามผลการทำ SEO
  9. โบนัส! ข้อคิดอื่นๆ เกี่ยวกับ SEO เช่น วิธีที่ดีที่สุดในตอนนี้ในการทำ SEO สำหรับมือถือ, SEO เมื่อคุณขยายไปตลาดต่างประเทศ เป็นต้น)

ผมเชื่อว่าเมื่อคุณอ่านไกด์การทำ SEO เบื้องต้น ฉบับนี้จบลแล้ว คุณจะมีความเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า ไอ้เจ้า SEO นี้ คืออะไรกันแน่, ความสำคัญของเจ้านี่มีอะไรบ้าง และที่สำคัญทำอย่างไรให้ได้ผลรับจากการทำ Search Engine Optimization อย่างที่คุณต้องการ

พร้อมแล้วไหมล่ะ? ถ้าพร้อมเรามาเริ่มกันเลย คลิก!

SEO คืออะไร?

1. ความหมายและเหตุผลที่ต้องทำ SEO

SEO ย่อมาจาก Search Engine Optimization คือการปรับปรุงปรบแต่งหน้าเว็บไซต์และการออกแบบโครงสร้างเว็บไซต์เพื่อให้เหมาะสมกับ SearchEngine ต่างๆเพื่อทำอันดับ ให้เว็บไซต์ถูกแสดงผลในอันดับต้นของ Search Engine เหตุผลที่จะต้องทำ SEO ให้กับเว็บที่พัฒนาแล้วเสร็จก็เพื่อที่จะทำให้มีผู้เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ของเรามากๆซึ่งการทำ SEO สามารถช่วยได้โดยเมื่อได้ทำ SEO กับเว็บไซต์ของเราแล้วเมื่อ มีคนทำการค้นหาเช่นใน Search Engine ของ Google,Yahoo หรือ MSN จะทำให้เว็บไซต์ของเรา แสดงผลในลับดับต้นๆของ Search Engine และเมื่อเว็บของเราถูกแสดงในลาดับต้นๆย่อมเป็นการดี เพราะจะมีโอกาสที่ผู้ค้นหาจะคลิกเข้ามายังเว็บไซต์ของเราทำให้มีคนเข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ของเรามาก

Continue reading

พื้นฐาน SEO สำหรับผู้เริ่มต้น – การเก็บข้อมูลและการติดตามผล

สถิติปริมาณผู้เข้าชมเว็บไซต์จาก Google Analytics

ในบทความนี้เราจะมาดูวิธีการตรวจสอบ seo project ของคุณอย่างต่อเนื่อง เพื่อการปรับปรุงเพิมประสิทธิภาพและนอกจากนี้ผู้เขียนยังได้แนะนำการใช้เครื่องมืออย่าง Google Analytics ในการหา long tail keyword หรือ คำหลักที่ยาวๆ หน่อย เช่น คีย์ที่ประกอบด้วยคำ 3+ คำขึ้นไป โดยถ้าดูจาก search volume อย่างเดียวคีย์พวกนี้ อาจจะไม่น่าสนใจเพราะปริมาณการค้นหารายเดือนนั้นไม่ได้มากมายอะไร แต่จุดเด่นคือ ทำให้ติดอันดับได้ไม่ยากนัก! โดยทั่วไปจึงมีการนำคำหลักประเภทที่เรียกว่า long tail นี้ มามัดรวมกันในการทำ SEO เพื่อเพิ่มปริมาณ traffic ในแต่ละเดือนนั่นเอง เอาละครับ เกริ่นมาถึงตรงนี้เราไปอ่านบทความนี้กันดีกว่า

ขั้นตอนการเก็บข้อมูลและการติดตามผล วัดผล เป็นสิ่งสำคัญมากในการที่จะพัฒนาเว็บไซต์ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะถ้าไม่มีการเก็บข้อมูลและการติดตามผลแล้ว ก็จะให้เว็บไซต์ไร้ทิศทาง ไม่สามารถทราบได้ว่า ควรจะไปทางไหนดีกว่ากัน เพราะฉะนั้นการปรับปรุงเว็บไซต์จะทำให้ มีผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์เพิ่มมากขึ้น และนั่นหมายถึง โอกาสที่จะทำเงินได้มากขึ้นอีกด้วย เครื่องมือในการเก็บข้อมูลต่างๆ แนะนำให้ใช้ Google Analytics เป็นเครื่องมือที่ใช้งานได้ฟรีและดีมากเลยทีเดียว ซึ่งผมก็ได้สอนการใช้งานอย่างละเอียดไว้ที่ Google Analytics Make Me Rich แหล่งที่มาของ Traffic(ผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์) แคมเปญ – เป็นการตั้งค่าเองเพิ่มเติมเพื่อวัดผลในสิ่งที่ต้องการ การเข้าชมโดยตรง – มาจากการพิมพ์ URL เว็บไซต์โดยตรง, E-mail, Bookmark การเข้าชมจากแหล่งอ้างอิง – จากการที่เราฝาก Link ไปยังที่ต่างๆ เช่น เว็บบอร์ด, facebook, twitter เป็นต้น ปริมาณการค้นหา – จาก Search Engine ไม่ว่าจะเป็น Google, Bing, Yahoo! เป็นต้น แต่ถ้าเป็นเว็บไซต์ภาษาไทยจะมาจาก …

อ่านบทความฉบับเต็ม »
Source: imarketingfriends.com

พื้นฐาน SEO สำหรับผู้เริ่มต้น – สิ่งที่มักเข้าใจผิดเกี่ยวกับ Search Engine

แน่นอนครับว่าในการเรียนรู้การทำ SEO และเกี่ยวกับ Search Engine นั้น มีหลายตำรามากๆ เพราะฉะนั้นก็คงไม่แปลกที่จะมีทั้งข้อมูลที่ถูกและคาดเคลื่อนไปเกี่ยวกับ Search Engine ไม่มากก็น้อย สิ่งที่จะวัดผลว่าสิ่งที่เข้าใจนั้นถูกต้องหรือไม่นั้น ก็ขึ้นอยู่กับผลการทดลองจากบุคคลหรือแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือสูงสักหน่อย ผมจึงค่อนข้างเชื่อเหตุผลที่ moz.com นำเสนอเกี่ยวกับความเข้าใจที่ผิดเกี่ยวกับ Search Engine เพราะทาง moz.com เอง ก็มีผลการทดสอบต่างๆมาประกอบเหตุผลด้วยนั่นเอง การ submission กับ search engine สมัยเมื่อ 2-3 ปีก่อนหน้านี้ผมได้ศึกษาเกี่ยวกับการ ซับมิทกับ Search Engine แล้วจะมีผลในการ Index หรืออันดับที่ดีขึ้น แต่ในปัจจุบันนั้น ลดความสำคัญลงไปมากเนื่องจาก Spam เกิดขึ้นเยอะมากในการไปซับมิทกับ Search Engine แต่สิ่งที่แนะนำให้ทำปัจจุบันก็คือการไป Add Site กับ Google Webmaster Tools เป็นทางเลือกที่ดูดีกว่า อีกทั้งยังสามารถซับมิท sitemap.xml เพื่อให้ Google เข้ามาเก็บข้อมูลภายในเว็บไซต์ได้ดีขึ้นอีกด้วย …

Continue reading »
Source: imarketingfriends.com

พื้นฐาน SEO สำหรับผู้เริ่มต้น – เครื่องมือแนะนำของ Search Engine

บทความนี้เป็นอีกหนึ่งบทความที่ผมเห็นว่าน่าสนใจ ผู้แต่งได้ (คุณ Waranyu Suradech) ได้รวบรวมสิ่งที่เห็นว่าจำเป็นที่จะต้องรู้สำหรับผู้ที่ต้องการทำ SEO ให้เก่ง มาไว้ในบทความเดียว เริ่มกันตั้งแต่ XML Sitemap ไปจนถึงการชี้ความแตกต่างในการบล็อค bots ด้วย เครื่องมืออย่าง robots.txt, meta robots นอกจากนี้ในตอนท้ายของบทความยังได้อธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Google Webmaster Tool ไว้อีกด้วย

spider bots จาก search engines เช่น google, bing

สิ่งพื้นฐานที่ควรมีสำหรับ Search Engine 1.Sitemap – แผนที่นำทางภายในเว็บไซต์สำหรับ Search Engine ซึ่งช่วยให้ Search Engine หาบทความต่างๆที่อาจจะเข้าไม่ถึงทางหน้าเว็บไซต์ปกติของเรา มันจะช่วยให้จำนวน index หรือจำนวนหน้าเว็บไซต์ถูกเก็บไว้บนฐานข้อมูลของ Search Engine เยอะขึ้น ประเภทของ Sitemap XML Sitemap – Extensible Markup Language เป็นรูปแบบไฟล์แผนที่นำทางที่ เหมาะสมกับ Search Engine มากที่สุด เพราะสะดวกต่อการทำงาน RSS – Really Simple Syndication or Rich Site Summary เป็นรูปแบบที่เก็บข้อมูลได้ง่าย อัพเดทโดยอัตโนมัติ เมื่อมีการโพสบทความใหม่เสมอ แต่ยากต่อการจัดการ Txt – Text File เป็นรูปแบบที่จัดเก็บข้อมูลได้ง่ายที่สุด แต่ไม่มีความสามารถในการแสดงข้อมูลอะไรเลยเกี่ยวกับหน้าเว็บเพจนั้นๆ   2.Robots.txt – เป็นไฟล์ที่ใช้พูดคุยกับ Robot ของ …

อ่านบทความฉบับเต็ม »
Source: imarketingfriends.com