โดยการทำ SEO เพื่อให้เว็บติดชาร์ทของ search engine มีหลายวิธีได้แก่

1. การใส่ Meta Tag

ซึ่งการใส่ Meta Tag เป็นวิธีที่ง่ายที่สุดที่เว็บมาสเตอร์ของเว็บไซต์ ต่างๆจะเริ่มต้นในการทำSEOซึ่งสามารถทำได้ดังนี้

การใส่ meta tag

รูปแบบการใส่ Meta Tag

วิธีการใส่แท็ก Meta Tag
ให้ทำการใส่ Meta Tag ตามรูปแบบด้านบนไว้ในส่วนของแท็ก Head บน โครงสร้างเว็บเพจ HTML ของเว็บไซต์ซึ่งหากเป็นการใส่ในหน้าแรกหรื หน้า HomePage ก็ให้ใส่ข้อมูลที่เป็นรายละเอียดที่เกี่ยวข้องของเว็บไซต์ทั้งหมดแต่หากเป็นในส่วนของเว็บเพจหน้ารองก็ให้ใส่ ข้อมูลรายละเอียดและคาค้นในส่วน Content ที่เกี่ยวข้องเฉพาะในหน้าเพจนั้นๆแต่ไม่ต้องใส่แท็ก

<META name=”robots”content=”index,follow”> ดังตัวอย่าง

ตัวอย่างการใส่ Meta Tag ให้กับหน้าโฮมเพจ

ตัวอย่างการใส่ Meta Tag ให้กับหน้าโฮมเพจ

ตัวอย่างการใส่ Meta Tag ให้กับหน้าเว็บเพจรองๆ

โดยไม่ต้องระบุส่วน <meta name=”robots” content=”index,follow”>

ตัวอย่างการใส่ Meta Tag ให้กับหน้าเว็บเพจรองๆ

ตัวอย่างการใส่ Meta Tag ให้กับหน้าเว็บเพจรองๆ

2. การจัดรูปแบบเว็บให้ถูกหลัก SEO

วิธีการนี้จะทำให้บอทรู้จักเว็บไซต์ของเราได้ง่ายขึ้นโดยการจัดการเว็บเพจแต่ละหน้าควรกระทำตามรายละเอียดดังนี้

2.1 การตั้งชื่อไฟล์และชื่อโฟลเดอร์

โดยการตั้งชื่อไฟล์และชื่อโฟลเดอร์ที่เกี่ยวข้องกับเว็บเพทต่ละหน้า นั้นควรตั้งชื่อให้สื่อความหมายหรือมีคีย์เวิร์ดปนด้วยไม่ว่าจะเป็นชื่อของเพจ .html หรือ .php ฯลฯ รวมทั้งชื่อโฟลเดอร์ที่เก็บไฟล์รูปและไฟล์เอกสารเว็บเพจนอกจากนี้ชื่อรูปต่างๆที่ใช้ประกอบหน้าเว็บ เพจก็ควรเป็นข้อความที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาของเพจนั้นๆด้วยยกตัวอย่างเช่นหน้าเว็บเพจนี้แสดง เกี่ยวกับประวัติมหาวิทยาลัยพิษณุโลกที่มีการกาหนดคีย์เวิร์ดเป็น
ควรตั้งชื่อไฟล์และโฟลเดอร์ดังนี้

  • ชื่อไฟล์คือplu_profile.php
  • ชื่อโฟล์เดอร์ที่เกี่ยวข้องกับหน้าเพจนี้คือ plu_profile

2.2 เมนูของเว็บไซต์

การตั้งชื่อเมนูและตาแหน่งของเมนูในหน้าของเพจมีส่วนสาคัญ อย่างยิ่งสาหรับการจัดการเว็บเพจให้ถูกหลัก SEO ซึ่งจะต้องตั้งชื่อเมนูให้มีความหมายและควรวาง
ตำแหน่งของลิงค์เมนูที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์ของเราไว้บริเวณส่วนบนสุดของเพจเนื่องจากบอทจะทำการอ่านข้อมูลจากด้านบนของเพจหากเจอลิงค์เมนูบอทก็จะตามลิงค์เข้าไปกวาดข้อมูลในหน้าถัดไป ด้วยซึ่งบอทยิ่งตามเข้าไปเก็บข้อมูลมากก็จะมีผลดีต่อเว็บไซต์ของเราแต่บอทจะไม่กวาดตามเข้าไปใน ทุกๆลิงค์เมนูของหน้าเพจแต่จะตามลิงค์เข้าไปแค่300ลิงค์แรกของหน้าเพจเท่านั้นดังนั้นจึงไม่ควร ที่จะนาลิงค์เมนูเว็บของเราไปวางที่ตาแหน่งล่างๆเพราะจะหมดโอกาสที่จะถูกบอทเก็บข้อมูลและใน ขณะเดียวกันก็ไม่ควรที่จะนาเมนูลิงค์เชื่อมโยงไปยังไซต์อื่นๆมาวางไว้ที่ตาแหน่งด้านบนเพราะจะทำ ให้บอทเก็บข้อมูลเว็บอื่นๆไปก่อนเว็บของเราสังเกตตัวอย่างได้จากการลิงค์แบนเนอร์แลกลิงค์หรือ แลก text link ซึ่งเป็นลิงค์ที่ออกนอกไซต์ (Outbound Link) จะถูกแสดงอยู่บริเวณด้านล่างของ เว็บเพจ

2.3. การควบคุมจานวนของOutboundLinkหรือลิงค์ที่เชื่อมโยงออกนอก

เว็บไซต์ควรที่จะมีไม่มากนักทั้งนี้เนื่องจาก Search Engine อย่าง Google.com จะพิจารณาจานวนของลิงค์ที่ทาการเชื่อมโยงกับเว็บไซต์ของเราทั้ง Outbound Link และ Inbound Linkซึ่งหาก Outbound Linkของเว็บไซต์เรามีเยอะมากจะทาให้ค่า PR (PageRank) ของเรามีค่าน้อยซึ่งจะมีผลต่อการจัดลาดับรายการค้นหาทาให้อันดับของเว็บไซต์เรา ลดลง

2.4.การใช้CSSแบ่งส่วนต่างๆของเว็บแล้วมีการเรียกเข้ามาใช้งานในเพจ

ซึ่งจะช่วยให้บอทสามารถโหลดเก็บส่วนต่างๆของเว็บได้ง่ายขึ้นดังรูปแบบด้านล่าง

การแบ่งส่วนประกอบของเว็บด้ วย CSS Layout

การแบ่งส่วนประกอบของเว็บด้ วย CSS Layout

2.5. ทำขนาดของเว็บเพจให้เล็กที่สุด

วิธีการนี้ถือเป็นเรื่องที่สาคัญและเห็นผลชัดเจนเนื่องจาก Google จะให้ ความสาคัญกับขนาดของไฟล์ซึ่งยิ่งมีขนาดเล็กเท่าไรได้ยิ่งดีเพราะหากเว็บที่มีข้อมูลต่างๆเหมือนกัน แต่แตกต่างกันที่ขนาดของไฟล์จะทำให้เว็บไซต์ที่มีขนาดหน้าเว็บเพจเล็กกว่าทำอันดับดีกว่าซึ่งขนาด หน้าเว็บเพจควรมีขนาดไม่เกิน 32 kb.โดยเฉพาะหน้าโฮมเพจควรจัดการให้มีขนาดเล็กที่สุดเข้าไว้ เพื่อที่จะได้ทำอันดับสูงๆใน Search Engine อย่าง Google

การใส่ Head และ Bold Text

การเลือกใส่Headและ Bold Text ควรจะพิจารณาจากเนื้อหาในหน้าเอกสารนั้นๆ เป็นหลักโดยปกติแล้วเราจะใส่ในส่วนที่สาคัญกับข้อมูลซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในส่วนบนของหน้าซึ่งจะ สังเกตพบและเห็นได้ทันทีรวมทั้งคา(Keyword)ที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลในหน้านั้นและส่วนสรุปของ ข้อมูลซึ่งส่วนที่จะทำการใส่Headและ Bold Text มีดังนี้

  • หัวข้อเรื่องหรือหัวข้อรายละเอียด
  • ย่อหน้าแรกซึ่งถือเป็นประโยคที่จะสื่อให้ทราบถึงรายละเอียดของข้อมูล
    ทั้งหมด
  • Keywordที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลในหน้านั้นๆ
  • ส่วนสรุปเนื้อหาซึ่งอยู่บริเวณล่างสุดของเพจ

รูปแบบการใส่ Head และ Bold Text มีดังนี้

  1. การใส่ h1,h2,h3 การใส่ขนาดข้อความโดยใช้Headใน การทำ SEO เป็นส่วนที่มีความสาคัญเนื่องจากบอทจะมองว่าข้อความที่ใส่ Head มีความสาคัญกว่าข้อความปกติ โดยเฉพาะ h1 ซึ่งจะให้ความสาคัญมากที่สุดรองลงมาคือ h2,h3 ตามลาดับโดยปกติควรใส่ Head ในส่วนของหัวข้อเนื้อหาในเพจและส่วนย่อหน้าแรกของเนื้อหาของเว็บ
  2. การใส่ <b> (BoldText) หรือ <strong> การใช้ข้อมูลแบบ Bold text และStrongมักใช้ในการเน้นคาที่มีความสาคัญในเนื้อหาให้เป็นตัวหนาเช่นในส่วนของ Keywordเพราะคำที่เป็นลักษณะ Bold text และStrongในเนื้อหาบอทหรือ Search Engineจะ ให้ค่าคะแนนความสาคัญกว่า text ปกตินอกจากใส่ในส่วนของคาแล้วอาจใช้ในส่วนสรุปในบริเวณสุดท้ายของเพจได้เช่นเดียวกัน
  3. การใส่ <i> (ItalicText) การใส่ข้อความที่เป็นตัวเอียงก็มีความสาคัญกว่าการใส่ Text แบบธรรมดาเหมือนกันแต่เป็นแบบที่ไม่นิยมเพราะเมื่อกาหนดข้อความเป็นตัวเอียงแล้วจะทาให้อ่านยากแต่ก็มีSearchEngineบางตัวที่ให้ความสาคัญกับการใส่ Italic

แนวทางในการทำเว็บให้เป็นที่นิยมหรือติดชาร์ทอันดับต้นของSearchEngineชื่อดังต่างๆโดยใช้ หลักการทำSEOซึ่งกาหนดวิธีการทำไว้4วิธีได้แก่
1)การใส่ Meta Tag 2)การจัดการเว็บให้เป็นไป ตามหลัก SEO 3)การใส่ Head and Bold Text รวมถึงการใช้โมดูล Mod Rewrite สร้างเงื่อนไข
เพื่อเปลี่ยนแปลงรูปแบบของURLที่อ้างไปยังเว็บเพจให้มีลักษณะที่สั้นกะทัดรัดและสื่อความหมาย

Author: การออกแบบและการเขียนโปรแกรมเว็บ โดย ปราโมทย์ สิทธิจักร